Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 76 หน้าที่ 144

เล่ม มมร. 76 หน้า 144 ข้อ 471
แม้ในนิทเทสวารแห่งอัญญาตาวินทรีย์นั้น คำว่า รู้ทั่วถึงแล้ว ได้แก่ รู้แล้วดำรงอยู่. คำว่า ธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ในภายในแห่งสัมปยุตธรรม ทั้งหลาย. บทว่า อญฺา (ความรู้ทั่ว) ได้แก่ ความรู้ทั่วถึง. คำว่า ความรู้ชัด กิริยาที่รู้ชัด เป็นต้น มีเนื้อความตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. บทว่า มคฺคงฺคํ มคฺคปริยาปนฺนํ (องค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค) อธิบายว่า เป็นองค์- มรรคในผล และนับเนื่องในองค์มรรคในผล. อีกอย่างหนึ่ง ในโลกุตรวิบากนี้ มีปกิณกะดังนี้ อินทรีย์ถึงฐานะเดียวมีอย่างหนึ่ง อินทรีย์ถึงฐานะหกมีอย่างหนึ่งและ อินทรีย์ถึงฐานะเดียวมีอีกอย่างหนึ่งมีอธิบายว่า ก็อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ อย่างเดียวถึงฐานะหนึ่ง คือ โสดาปัตติมรรค. อัญญินทรีย์หนึ่งถึงฐานะ ๖ คือ ผลเบื้องต่ำ ๓ มรรคเบื้องบน ๓. อัญญาตาวินทรีย์หนึ่ง ถึงฐานะหนึ่ง คือ อรหัตผล. ว่าโดยอรรถในมรรคและผลทั้งหมด ได้ตรัสอินทรีย์อันเป็นโลกุตระ ไว้ ๖๔ คือ มรรคและผลอย่างละ ๘ อินทรีย์ แต่ในพระบาลีเป็นอินทรีย์ ๗๒ เพราะทำมรรคและผลอย่างละ ๙ อินทรีย์. ในมรรคก็ตรัสว่า มัคคังคะ (องค์แห่งมรรค) แม้ในผลก็ตรัสว่า มัคคังคะ (องค์แห่งมรรค). ในมรรค ตรัสว่า โพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้) แม้ในผลก็ตรัสว่า โพชฌงค์. แม้ในขณะแห่งมรรคก็ตรัสว่า อารติ วิรตี (ความงดเว้น ). แม้ในขณะแห่ง ผลก็ตรัสว่า อารติ วิรตี. บรรดามรรคและผลเหล่านั้น มรรค ชื่อว่า มรรค โดยความเป็น มรรคนั่นเอง. ส่วนผล ชื่อว่า มรรค เพราะอาศัยมรรค. แม้จะกล่าวว่า องค์ แห่งผลนับเนื่องในผล ดังนี้ก็ควร.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka