Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 76 หน้าที่ 215

เล่ม มมร. 76 หน้า 215 ข้อ 538
เป็นอนุปาทาก็มี) ดังนี้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา (รูป เป็นอุปาทานั้น เป็นไฉน) ดังนี้. ในพระบาลีนั้น รูปที่ชื่อว่า อุปาทา เพราะ อรรถว่า อาศัย อธิบายว่า อุปาทารูปนั้นถือเอามหาภูตรูปมั่นไม่ปล่อยวาง คือย่อมอาศัยมหาภูตรูปนั้นเป็นไป. ว่าด้วยจักขายตนะ บัดนี้ เมื่อจะแสดงรูปนั้นโดยประเภทต่าง ๆ จึงตรัสคำมีอาทิว่า จกฺขายตนํ (จักขายตนะ) ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นยกอุปาทารูป ๒๓ อย่างขึ้นแสดงโดยสังเขปแล้วเมื่อจะแสดงอุปาทารูปนั่นนั่นแหละโดยพิสดารอีก จึงตรัสว่า กตมนฺตํ รูปํ จกฺขายตนํ (รูปที่เรียกว่า จักขายตนะนั้นเป็นไฉน) เป็นต้น. ในคำว่า จักขายตนะ นั้น จักษุมี ๒ อย่าง คือ มังสจักษุ และ ปัญญาจักษุ ในมังสจักษุและปัญญาจักษุนั้น ปัญญาจักษุมี ๕ อย่าง คือ พุทธจักษุ จักษุของพระพุทธเจ้า สมันตจักษุ ได้แก่สัพพัญญุตญาณ ทิพยจักษุ ดวงตาเห็นธรรม ทิพยจักษุ ตาทิพย์ ธรรมจักษุ มรรคเบื้องต่ำ ๓. บรรดาปัญญาจักษุ ๕ เหล่านั้น จักษุที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้ตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย ฯลฯ ผู้จะพึงสอนให้รู้ได้ยากก็มี นี้ชื่อว่า พุทธจักษุ. จักษุที่ตรัสไว้ว่า สัพ- พัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ นี้ชื่อว่า สมันตจักษุ.๒ จักษุที่ตรัสไว้ว่า ๑. ม. มู. เล่ม ๑๒. ๓๒๓/๓๒๕. ๒. ขุ. จฬนิทฺเทส. เล่ม ๓๐. ๔๙๒/๒๔๒
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka