เป็นธรรมอาศัยเหตุเกิดขึ้น " ดังนี้ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า
รูปทั้ง ๒ (อุปจยรูป และสันตติรูป) ไม่ตั้งขึ้นแต่สมุฏฐานอะไร ๆ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ในข้อว่า สมุฏหนติ นี้ พึงทราบเนื้อความอย่างอื่น
ต่อไป มาติกานี้ของเนื้อความนั้นว่า กมฺมชํ (รูปเกิดแต่กรรม) กมฺมปจฺจยํ
(มีกรรมเป็นปัจจัย) กมฺมปจฺจยอุตุสมุฏฺานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่
กรรมเป็นปัจจัย).
อาหารสมุฏานํ (รูปมีอาหารเป็นสมุฏฐาน) อาหารปจฺจยํ
(มีอาหารเป็นปัจจัย) อาหารปจฺจยอุตุสมุฏฺานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิด
แต่อาหารเป็นปัจจัย).
อุตุสมุฏฺานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐาน) อุตุปจฺจยํ (มีอุตุเป็นปัจจัย)
อุตุปจฺจยอุตุสมุฏฺานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่อุตุเป็นปัจจัย).
จิตฺตสมุฏฺานํ (รูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน) จิตฺตปจฺจยํ (มีจิตเป็น
ปัจจัย) จิตฺตปจฺจยอุตุสมุฏฺานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่จิตเป็นปัจจัย).
บรรดาสมุฏฐานแห่งรูปทั้ง ๔ เหล่านั้น รูป ๘ อย่าง มีจักขุประสาท
เป็นต้น รวมกับหทยวัตถุ ชื่อว่า กัมมชะ (เกิดแต่กรรม) รูปมีอาทิอย่างนี้
คือ ผม หนวด งาช้าง ขนหางม้า ขนหางจามรี ชื่อว่า กรรมปัจจัย
(เกิดแต่กรรม) รูปมีอาทิอย่างนี้ว่า จักรรัตนะ อุทยานและวิมานของพวกเทวดา
ชื่อว่า กัมมปัจจยอุตุสมุฏฐาน (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่กรรมเป็น
ปัจจัย).
สุทธัฏฐกรูปตั้งขึ้นแต่อาหาร ชื่อว่า อาหารสมุฏฐาน (มีอาหาร
เป็นสมุฏฐาน) กพฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่รูปสันตติแม้ทั้ง ๒ คือ อาหาร
สมุฏฐาน และอุปาทินนรูป เป็นปัจจัยให้เกิดอาหารสมุฏฐาน และอนุบาล