Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 76 หน้าที่ 345

เล่ม มมร. 76 หน้า 345 ข้อ 678 679
ธรรมเป็นของอเสกขบุคคล เป็นไฉน ? อรหัตผลเบื้องสูง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นของอเสกข- บุคคล. ธรรมไม่เป็นของเสกขบุคคล และไม่เป็นของอเสกขบุคคล เป็นไฉน ? เว้นธรรมคือมรรค ๔ ผล ๔ เหล่านั้นเสีย กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมที่เหลือ ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร คือเวทนา- ขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, รูปทั้งหมด และอสังขธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นของเสกขบุคคลและไม่เป็นของอเสกขบุคคล. [๖๗๘] ธรรมเป็นปริตตะ เป็นไฉน ? กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม ที่เป็นกามาวจรทั้งหมด คือ รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นปริตตะ. ธรรมเป็นมหัคคตะ เป็นไฉน ? กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า ธรรมเป็น มหัคคตะ. ธรรมเป็นอัปปมาณะ เป็นไฉน ? มรรคและผลของมรรคที่เป็นโลกุตระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรม เหล่านั้นชื่อว่า ธรรมเป็นอัปปมาณะ. [๖๗๙] ธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ เป็นไฉน ? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภปริตตธรรมเกิดขึ้น สภาวธรรม เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka