อาสวะที่ให้ไปสู่มนุษยโลกก็มี อาสวะที่ให้ไปสู่เทวโลกก็มี. ในฉักกนิบาตอา-
หุเนยยสูตรตรัสอาสวะ ๖ อย่างว่า อาสวะที่พึงละด้วยสังวรก็มี อาสวะที่พึงละด้วย
การเสพก็มี อาสวะที่พึงละด้วยการอดกลั้นก็มี อาสวะที่พึงละด้วยหลีกออกก็มี
อาสวะที่พึงละด้วยการบรรเทาก็มี อาสวะที่พึงละด้วยภาวนาก็มี. ในสัพพาสวปริ-
ยายสูตรตรัสอาสวะ ๗ อย่าง กับทัสสนปหาตัพพธรรม.
แต่ในที่นี้ อาสวะเหล่านั้นตรัสไว้ ๔ อย่าง โดยประเภทแห่งกามาสวะ
เป็นต้น ในอาสวะ ๔ เหล่านั้นมีวจนัตถะ ดังต่อไปนี้
อาสวะในกามกล่าวต่อเบญจกามคุณ ชื่อว่า กามาสวะ อาสวะในภพ
แม้ทั้ง ๒ คือ กัมมภพและอุปปัตติภพ ได้แก่ รูปภพและอรูปภพ ชื่อว่า
ภวาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ ชื่อว่า ทิฏฐาสวะ อาสวะคืออวิชชา ชื่อว่า อวิชชา-
สวะ.
บทว่า กาเมสุ (ในกามทั้งหลาย) ได้แก่ กามคุณ ๕. บทว่า
กามฉนฺโท ได้แก่ ความพอใจคือความใคร่ มิใช่ความพอใจของบุคคลผู้ใคร่
จะทำ และมิใช่ธรรมฉันทะ ครามกำหนัดคือความใคร่ด้วยอำนาจแห่งความ
พอใจและด้วยอำนาจแห่งความกำหนัด ชื่อว่า กามราคะ.
กามาสวะที่ชื่อว่า กานนนฺที (ความเพลิดเพลินคือความใคร่) เพราะ
อรรถว่า ความเพลิดเพลินคือกามด้วยอำนาจแห่งความใคร่และความเพลิดเพลิน.
บัณฑิตทราบอรรถแห่งกามะในบททั้งปวงอย่างนี้ พึงทราบว่า ที่ชื่อว่า กาม-
ตัณหา (ตัณหาคือความใคร่) โดยความหมายของตัณหา ที่ชื่อว่า กามสิเนโห
(สิเนหาคือความใคร่) โดยความหมายของความรัก ที่ชื่อว่า กามปริฬาโห
(ความเร่าร้อนคือความใคร่) โดยความหมายแห่งการแผดเผา ที่ชื่อว่า
กามมุจฺฉา (ความสยบคือความใคร่) โดยความหมายของการซบเซา พึง