พึงเห็นสังขารทั้งหลายเหมือนต้นกล้วย พึงเห็นวิญญาณเหมือนเล่ห์กล (มายา)
สมดังพระดำรัสที่ตรัสว่า*
เผณุปิณฺโฑปมํ รูปํ เวทนา ปุพฺพุฬูปมา
มรีจิกูปมา สญฺา สํขารา กทฺทลูปมา
มายูปมญฺจ วิญฺญาณํ เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา
พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอา-
ทิตย์ ทรงแสดงรูปเปรียบดังก้อนฟองน้ำ
เวทนาเปรียบดังต่อมน้ำ สัญญาเปรียบดัง
พยับแดด สังขารทั้งหลายเปรียบดังต้นกล้วย
และวิญญาณเปรียบดังเล่ห์กล.
ในพระบาลีเหล่านั้น พึงทราบความที่อุปาทานขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น
เป็นเช่นกับก้อนฟองน้ำเป็นต้น อย่างนี้. เหมือนอย่างว่า ก้อนฟองน้ำเป็นของ
ไม่มีสาระ ฉันใด รูปก็ฉันนั้น ไม่มีสาระ เพราะเว้นจากสาระคือความเป็น
ของเที่ยง เว้นจากสาระคือความเป็นของยั่งยืน เว้นจากสาระคือความเป็นอัตตา
โดยแท้. อนึ่ง ก้อนแห่งฟองน้ำนั้นใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะเอาด้วยคิดว่า
เราจักทำบาตรหรือถาดด้วยก้อนแห่งฟองน้ำนี้ แม้ถือเอาได้ก็ไม่ให้สำเร็จ
ประโยชน์นั้น ย่อมแตกทำลายไป ฉันใดรูปก็ฉันนั้น ใคร ๆ ไม่อาจถือเอาว่า
รูปนี้เป็นของเที่ยง ยั่งยืน หรือว่ารูปนี้เป็นเรา เป็นของเรา แม้ถือเอา รูปก็
ไม่ตั้งอยู่อย่างนั้น ย่อมเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นอสุภะ
ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น รูปนั้น จึงเป็นเช่นกับก้อนแห่งฟองน้ำนั่นเทียว.
* สํ. ขนฺธวาร. เล่ม ๑๗ ๒๔๗/๑๗๔