Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 77 หน้าที่ 304

เล่ม มมร. 77 หน้า 304 ข้อ 170
อัตตา ว่ามีความยั่งยืน มีความงาม มีสุข และมีอัตตา สมุทยญาณ ย่อม ห้ามความปฏิบัติผิดให้เหตุ ที่เป็นไปในการนับถืออย่างยิ่งคือในสิ่งที่มิใช่เหตุ ว่าเป็นเหตุ โดยเข้าใจว่า โลก ย่อมเป็นไปโดยพระอิศวรโดยพระผู้เป็นประธาน โดยพระกาฬ และโดยภาวะของตนเองเป็นต้น นิโรธญาณ ย่อมห้ามความ ปฏิบัติผิดในนิโรธที่ยึดถือในอรูปโลก และในภูมิที่เป็นยอดโลกเป็นต้น ว่าเป็น พระนิพพาน* มรรคญาณ ย่อมห้ามความปฏิบัติผิดในอุบายที่เป็นไปด้วย ความยึดถือในมรรคที่ไม่บริสุทธิ์ อันต่างโดยกามสุขัลลิถานุโยคและอัตตกิลมถา- นุโยคว่าเป็นมรรคอันบริสุทธิ์ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงประพันธ์คำคาถานี้ไว้ว่า โลเก โลกปฺปภเว โลกตฺถคเม สิเว จ ตทุปาเย สมฺมุยฺหติ ตาว นโร น วิชานาติ ยาว สจฺจานิ นรชน ยังไม่รู้แจ้งสัจจะทั้งหลาย ตราบใด เขาก็ย่อมลุ่มหลงในโลก (ทุกข์) ใน เหตุเกิดของโลก (สมุทัย) ในพระนิพพาน อันเป็นที่ดับไปแห่งโลก และในอุบายของ ความดับโลกนั้น (มรรค) อยู่ตราบนั้น. พึงทราบวินิจฉัยโดยกิจแห่งญาณในอริยสัจจะนี้ ด้วยประการฉะนี้. ว่าด้วยวินิจฉัยโดยประเภทแห่งธรรมที่หยั่งลงภายใน ข้อว่า โดยประเภทแห่งธรรมที่หยั่งลงภายใน ความว่า จริงอยู่ ยก เว้นตัณหาและอนาสวธรรม (ธรรมที่ไม่มีอาสวะ) แล้วธรรมทั้งหมดที่เหลือนับว่า * พวกอุทกดาบสและอาฬารดาบส ถืออรูปโลกว่าเป็นนิพพาน พวกนิครนถ์ถือยอดภูมิ (โลก ถูปิกา) ว่าเป็นนิพพาน (มหาฎีกา)
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka