จริงอยู่ เมื่อจิตผ่องใสหรือไม่ผ่องใสก็ตาม รูปทั้งหลายที่ควรแก่จิตนั้น
เมื่อเกิดขึ้น วิญญาณจึงเห็น ก็การอนุมาน (คาดคะเน) รูปที่เห็นไม่ได้
ย่อมมีด้วยรูปที่เห็นได้ เพราะฉะนั้น ข้อนี้พึงรู้ได้ด้วยบทนี้ว่า วิญญาณย่อม
เป็นปัจจัยแก่รูปในปฏิสนธิ แม้ที่เห็นไม่ได้ ด้วยจิตตชรูปที่เห็นได้ ในโลกนี้.
เพราะความที่รูปในปฏิสนธินั้นแม้มีกรรมเป็นสมุฏฐาน เป็นปัจจัยมาแล้วใน
ปัฏฐาน เหมือในรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน. ในอธิการนี้พึงทราบวินิจฉัยโดยนัย
แห่งปัจจัย ด้วยประการฉะนี้.
ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ในข้อว่า วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ
(นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย) นี้ ชื่อว่า ทรงประกาศพระธรรมจักร
อันยอดเยี่ยม ที่สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารดาก็ดี พรหมก็ดี
หรือว่าใคร ๆ ในโลกก็ดี เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะบรรดาบัณฑิตเข้าไป
ใคร่ครวญอยู่ ย่อมเห็นเป็นเพียงนามรูป โดยปรมัตถ์เท่านั้น กำลังเป็นไป
หาใช่สัตว์บุคคลไม่ ฉะนี้แล.
นิเทศแห่งนามรูปมีวิญญาณเป็นปัจจัย จบ
ว่าด้วยนิเทศสฬายตนะ (บาลีข้อ ๒๖๐)
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศสฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัยต่อไป
นามํ ขนฺธตฺตยํ รูปํ ภูตวตฺถาทิกํ มตํ
กเตกเสสํ ตนฺตสฺส ตาทิสสฺเสว ปจฺจโย
นามคือ ขันธ์ ๓ รูป ได้แก่ รูปที่
กล่าวว่า ภูตะ และวัตถุเป็นต้น นามรูปนั้น
ท่านทำเอกเสสนัยว่าเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ
นั้นเช่นนั้นแล.