คำว่า โส อภิกฺกนฺเต ฯ เป ฯ ตุณฺหีภาเว สมฺปชานการี โหติ
นี้ (แปลว่า ภิกษุนั้น รู้ชัดอยู่โดยปกติ ในการก้าวไปข้างหน้า ฯลฯ เป็นผู้รู้
ชัดอยู่โดยปกติในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด และนิ่ง) เป็นคำแสดงถึง
ความที่ภิกษุนั้น เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยสติสัมปชัญญะ ในที่ทั้งปวง.
คำว่า โส วิวิตฺตํ เสนาสนํ ภชติ นี้ (แปลว่า ภิกษุนั้น อาศัย
เสนาสนะอันสงัด ) เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้น ถือเอาเสนาสนะอันสมควร.
คำว่า อรญฺํ ฯ เป ฯ ปฏิสลฺลานสารูปํ นี้ (แปลว่า ภิกษุนั้น
อาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า ฯลฯ สมควรแก่การหลีกเร้น) เป็นคำแสดง
ถึงประเภทเสนาสนะอันไม่มีโทษ และมีอานิสงส์.
คำว่า โส อรญฺคโต วา นี้ (แปลว่า ภิกษุนั้น ไปสู่ป่าก็ตาม)
เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้น เป็นผู้ประกอบแล้ว ด้วยเสนาสนะมีประการตาม
ที่กล่าวแล้วนั้น.
คำว่า นิสีทติ นี้ (แปลว่า นั่งอยู่) เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้น
เป็นผู้มีอิริยาบถ อันสมควรแก่การประกอบความเพียร.
คำว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺเปตฺวา นี้ (แปลว่า ตั้งสติมุ่งต่อกรรม-
ฐาน) เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้น เป็นผู้เริ่มประกอบความเพียร.
ก็คำว่า โส อภิชฺฌํ โลเก ปหาย เป็นต้น (แปลว่า ภิกษุนั้น
ละอภิชฌาในโลก คือขันธ์ ๕ ได้แล้ว) เป็นคำแสดงถึงความทีภิกษุนั้นเป็น
ผู้ละนิวรณ์ ด้วยการประกอบความเพียรเนืองๆในกรรมฐาน.
คำว่า ตสฺเสว ปหีนนีวรณสฺส วิวิจฺเจว กาเมหิ เป็นต้น (แปล
ว่า ภิกษุนั้น ละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ อันทำให้ใจเศร้าหมอง ทำปัญญาให้ทราม
ได้แล้ว สงัดจากกามทั้งหลาย) เป็นคำแสดงถึงการบรรลุฌานโดยลำดับ.