ยืดยาว) และสันตติปัจจุบัน คือปัจจุบันอันสืบต่อกันไป. ในข้อนี้พึงทราบ
เรื่องพิศดาร โดยนัยที่กล่าวแล้วในการพรรณนาอรรถกถากัณฑ์ในหนหลังนั่น
แหละ.
จตุตถฌานอันเป็นปุพเพนิวาสญาณ เป็นอตีตารัมมณะ ในกาล
ตามระลึกถึงอดีตขันธ์ เป็นนวัตตัพพารัมมณะ ในกาลตามระลึกถึงชื่อและ
โคตร.
จตุตถฌานอันเป็นทิพพจักขุ ชื่อว่า เป็นปัจจุปันนารัมมณะ เพราะ
ความที่ภิกษุนั้น มีสีเป็นอารมณ์.
จตุตถฌานอันเป็นยถากัมมูปคตญาณ ย่อมกระทำอดีตกรรมเท่านั้น
ให้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น จตุตถฌานนั้น จึงชื่อว่า เป็นอตีตารัมมณะ.
จตุตถฌานอันเป็นอนาคตังสญาณ เป็นอนาคตารัมมณะ ในกาล
ตามระลึกถึงขันธ์ อันเป็นอนาคต เป็นนวัตตัพพารัมมณะ ในกาลตามระลึก
ถึงชื่อและโคตร.
อากาสานัญจายตนะ และอากิญจัญญายตนจตุตถฌาน เป็น
นวัตตัพพารัมมณะ.
วิญญาณัญจายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนจตุตถฌาน
เป็นอตีตารัมมณะ.
โลกุตตรจตุตถฌาน เป็นนวัตตัพพารัมมณะ แล.
แม้ว่าโดยกิริยา ในจตุตถฌาน ๑๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ข้อว่า ตีณิ ฌานานิ พหิทฺธารมฺมณา ได้แก่ ชื่อว่า เป็นพหิทธา-
รัมมณะ เพราะปรารภนิมิตอันเป็นภายนอกให้ปรากฏอยู่ภายในเป็นไป. แม้
ในข้อว่า จตุตฺถํ ฌานํ นี้ เมื่อว่าโดยกุศลแล้ว ได้จตุตถฌาน ๑๓ ดังนี้ คือ