เดียวเท่านั้น. ทั้งในบรรดาอาพาธ ๘๑ อย่าง มีอาพาธอันเกิดแต่น้ำดีเป็นสมุฏ-
ฐานเป็นต้น เขาปฏิเสธอาพาธ ๗ อย่าง ย่อมรับรองอาพาธที่ ๘ เท่านั้น. ใน
กรรม ๓๒ มีทิฏฐธัมมเวทนียกรรม เป็นต้น ปฏิเสธกรรม ๒ อย่าง ย่อมรับรอง
อปราปรเวทนียกรรมอย่างเดียวเท่านั้น. ในเจตนา ๔ อย่าง กล่าวคือ กุศล อกุศล
วิบาก และกิริยา ย่อมรับรองเฉพาะเจตนาอันเป็นวิบากเท่านั้น.
คำว่า อิสฺสรนิมฺมานเหตุ ได้แก่ ชื่อว่า มีพระผู้เป็นใหญ่สร้าง
ให้เป็นเหตุ อธิบายว่า ผู้เป็นใหญ่ คือ พระพรหม หรือปชาบดี นิมิตสิ่ง
นั้น ๆ ขึ้น จึงเสวยได้.
พราหมณสมัย
ลัทธิแห่งพราหมณ์
จริงอยู่ ลัทธิของพราหมณ์นี้ เป็นการประกอบฐานะทั้ง ๓ เหล่านั้นว่า
ดังนี้
เวทนา ๓ เหล่านี้ อันใคร ๆ ชื่อว่า ไม่อาจเพื่อเสวยเวทนาได้ เพราะ
เหตุอันตนเองกระทำไว้แล้ว หรือเพราะเหตุอันบุคคลอื่นทำให้ในปัจจุบัน
หรือว่า เพราะเหตุอันตนทำไว้แล้วในปางก่อน หรือว่า เพราะไม่มีเหตุ ไม่มี
๑. อาพาธ ๘ อย่าง คือ ๑. ปิตฺติสมุฏฺานา เกิดจากน้ำดีเป็นสมุฏฐาน
๒. วาตสมุฏฺานา เกิดจากลมเป็นสมุฏฐาน
๓. เสมฺหสมุฏฺานา เกิดจากเสมหะเป็นสมุฏฐาน
๔. สนฺนิปาติกา เกิดจากใช้สันนิบาตเป็นสมุฏฐาน
๕. อุตุปริณามชา เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของอุตุเป็นสมุฏฐาน
๖. วิสมปริหารชา เกิดจากการบริหารร่างกายไม่เหมาะสมเป็น
สมุฏฐาน
๗. โอปกฺกมิกา เกิดจากการทำความเพียรแก่กล้าเป็นสมุฏฐาน
๘. กมฺมวิปากชา เกิดจากผลชองกรรมเป็นสมุฏฐาน
๒. กรรม ๓ คือ ทิฏฐธัมมเวทนียะ อปปัชชเวทนียะ และอปราปรเวทนียกรรม.