เข้าโดยสัญชาติ). จริงอยู่ ในที่นี้ ชนทั้งหมดถึงแล้วซึ่งการสงเคราะห์เป็นอัน
เดียวกันโดยสถานที่แห่งความเกิด คือ โดยโอกาสที่อาศัยอยู่ ราวกะในที่อัน
ท่านกล่าวแล้วว่า " ชนทั้งหลายผู้เกี่ยวเนื่องกันโดยชาติ จงมา " ดังนี้.
การสงเคราะห์ที่กล่าวว่า " พวกทหารช้าง (นายควาญช้าง) จงมา
พวกทหารม้าจงมา พวกทหารรถจงมา ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ ธรรม
เหล่านี้ คือ สัมมาทิฏฐิใด สัมมาสังกัปปะใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
สงเคราะห์ไว้ในปัญญาขันธ์ " นี้ ชื่อว่า กิริยาสังคหะ (คือ การสงเคราะห์
เข้ากันได้โดยการกระทำ). เพราะชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดถึงแล้วซึ่งการสงเคราะห์
เข้าเป็นอันเดียวกันด้วยการกระทำของตน.
ถามว่า จักขวายตนะ ย่อมถึงซึ่งคณนา (คือ การนับ) ว่าเป็น
ขันธ์ไหน ?
ตอบว่า จักขวายตนะ ย่อมถึงซึ่งการนับว่าเป็น รูปขันธ์. การ
สงเคราะห์ที่กล่าวว่า " ก็ถ้าจักขวายตนะถึงซึ่งการนับว่าเป็นรูปขันธ์ไซร้ ดูก่อน
ผู้เจริญ ด้วยเหตุนั้นนะท่านพึงกล่าวว่าจักขวายตนะสงเคราะห์เข้าด้วยรูปขันธ์ "
นี้ ชื่อว่า คณนสังคหะ (คือ การสงเคราะห์เข้าโดยการนับ หรือเรียกว่า
การนับสงเคราะห์). คณนสงเคราะห์นี้ ท่านประสงค์เอาในที่นี้. บัณฑิตพึง
ทราบธรรมที่นับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมนั้น. พึง
ทราบ บทว่า " สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ " เป็นต้น โดยการกำหนดซึ่งธรรม
เหล่านั้น. พึงทราบสัมปโยคธรรม ด้วยสามารถแห่งความเป็น เอกุปปาทะ
เอกนิโรธะ เอกวัตถุกะ เอการัมมณะ. พึงทราบวิปปโยคะ โดยเป็นธรรมเป็น
ปฏิปักษ์ต่อสัมปโยคะนั้น. พึงทราบบทว่า " สมฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตํ " เป็นต้น