Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 79 หน้าที่ 9

เล่ม มมร. 79 หน้า 9 ข้อ 1
เข้าโดยสัญชาติ). จริงอยู่ ในที่นี้ ชนทั้งหมดถึงแล้วซึ่งการสงเคราะห์เป็นอัน เดียวกันโดยสถานที่แห่งความเกิด คือ โดยโอกาสที่อาศัยอยู่ ราวกะในที่อัน ท่านกล่าวแล้วว่า " ชนทั้งหลายผู้เกี่ยวเนื่องกันโดยชาติ จงมา " ดังนี้. การสงเคราะห์ที่กล่าวว่า " พวกทหารช้าง (นายควาญช้าง) จงมา พวกทหารม้าจงมา พวกทหารรถจงมา ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ ธรรม เหล่านี้ คือ สัมมาทิฏฐิใด สัมมาสังกัปปะใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง สงเคราะห์ไว้ในปัญญาขันธ์ " นี้ ชื่อว่า กิริยาสังคหะ (คือ การสงเคราะห์ เข้ากันได้โดยการกระทำ). เพราะชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดถึงแล้วซึ่งการสงเคราะห์ เข้าเป็นอันเดียวกันด้วยการกระทำของตน. ถามว่า จักขวายตนะ ย่อมถึงซึ่งคณนา (คือ การนับ) ว่าเป็น ขันธ์ไหน ? ตอบว่า จักขวายตนะ ย่อมถึงซึ่งการนับว่าเป็น รูปขันธ์. การ สงเคราะห์ที่กล่าวว่า " ก็ถ้าจักขวายตนะถึงซึ่งการนับว่าเป็นรูปขันธ์ไซร้ ดูก่อน ผู้เจริญ ด้วยเหตุนั้นนะท่านพึงกล่าวว่าจักขวายตนะสงเคราะห์เข้าด้วยรูปขันธ์ " นี้ ชื่อว่า คณนสังคหะ (คือ การสงเคราะห์เข้าโดยการนับ หรือเรียกว่า การนับสงเคราะห์). คณนสงเคราะห์นี้ ท่านประสงค์เอาในที่นี้. บัณฑิตพึง ทราบธรรมที่นับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมนั้น. พึง ทราบ บทว่า " สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ " เป็นต้น โดยการกำหนดซึ่งธรรม เหล่านั้น. พึงทราบสัมปโยคธรรม ด้วยสามารถแห่งความเป็น เอกุปปาทะ เอกนิโรธะ เอกวัตถุกะ เอการัมมณะ. พึงทราบวิปปโยคะ โดยเป็นธรรมเป็น ปฏิปักษ์ต่อสัมปโยคะนั้น. พึงทราบบทว่า " สมฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตํ " เป็นต้น
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka