เนื้อความนี้นั่นแหละ นับสงเคราะห์ในกาลที่สุด แม้ด้วยคำว่า "ขนฺธา
จตุโร" เป็นต้น. ในนิทเทสนั้น บทเหล่าใด มีคำวิสัชนาทำนองเดียวกัน
บทเหล่านั้น แม้ไม่เป็นไปตามลำดับ ท่านก็รวมไว้ทำปัญหา อันมีเวทนาขันธ์
เป็นต้น ในที่นั้น. ในปัญหาเหล่านั้น พึงทราบการจำแนกขันธ์เป็นต้น อย่างนี้.
ในปัญหาว่าด้วย เวทนาขันธ์์เป็นต้นก่อน. บทว่า "เอเกน" ได้แก่
(ไม่ประกอบ) ด้วยมนายตนะ. บทว่า "สตฺตหิ" ได้แก่ด้วยวิญญาณธาตุ ๗.
บทว่า "เกหิจิ" ได้แก่ ด้วยเวทนาเป็นต้น ในธัมมายตนะ.
ในปัญหาว่าด้วย วิญญาณธาตุ คำว่า "เต ธมฺมา น เกหิจิ" ความ
ว่ายกเว้น วิญญาณธาตุที่ยกขึ้น เพื่อปุจฉาแล้ว ธรรมที่เหลือเหล่านั้น มีวิญญาณ
ธาตุ ๖ รูปและนิพพาน ไม่วิปปยุตด้วยขันธ์ทั้งหลายบางอย่าง หรือด้วย
อายตนะทั้งหลาย เพราะความที่ขันธ์และอายตนะทั้งหมดนั้นยังสงเคราะห์ได้.
สองบทว่า "เอกาย ธาตุยา" ได้แก่ ธรรมใด ๆ ที่ยกขึ้น เพื่อปุจฉา
วิปปยุตแล้วด้วยธรรมนั้น ๆ.
ในปัญหาว่าด้วย อุเปกขินทรีย์ บทว่า "ปญฺจหิ" ได้แก่ (วิปปยุต)
ด้วยจักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น อันประกอบด้วยอุเบกขา (คือ จักขุวิญญาณธาตุ
โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ มโนธาตุ). บัณฑิต
พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวง ด้วยสามารถแห่งบททั้งหลาย อันวิปปยุตกับ
ด้วยบทที่ยกขึ้นเพื่อปุจฉาโดยนัยนี้ ด้วยประการฉะนี้ แล.
จบอรรถกถาสัมปยุตเตนวิปปยุตตปทนิทเทส