สงเคราะห์ด้วยเวทนาขันธ์ โดยอำนาจแห่งความเป็นขันธ์เป็นต้น ทั้งชื่อว่า
สัมปโยคะแห่งบทเหล่านั้นก็มิได้มี ฉะนั้น บทเหล่าใด ที่มิได้ยกมาแสดง
บทเหล่านั้นนั่นแหละ ทรงยกขึ้นแสดงรวมพร้อมกับคำวิสัชนาอันเป็นทำนอง
เดียวกัน. ในปัญหานั้น ธรรมเหล่าใด ที่สงเคราะห์ได้ ด้วยธรรมที่ยกขึ้น
แสดงเพื่อปุจฉา ด้วยสามารถแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น ธรรมเหล่านั้นสัมปยุต
และวิปปยุตด้วยธรรมเหล่าใด บัณฑิตพึงทราบการจำแนกธรรมมีขันธ์เป็นต้น
ด้วยสามารถแห่งธรรมเหล่านั้น. ในปัญหานั้น มีนัยดังนี้ วิญญาณเทียวนับ
สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปขันธ์ โดยการสงเคราะห์ ๓ อย่างก่อน. วิญญาณนั้น
สัมปยุตด้วยขันธ์ ๓ มีเวทนาขันธ์เป็นต้น และด้วยธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็น
ต้นในธัมมายตนะและธัมมธาตุทั้งหลาย. และวิปปยุตด้วยรูปขันธ์ ๑ ด้วย
รูปายตนะ ๑๐ ด้วยรูปธาตุ ๑๐ และด้วยธรรม คือ รูปและนิพพานใน
ธัมมายตนะและธัมมธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าหมายเอาวิญญาณนั้น จึงตรัสว่า
"เต ธมฺมา ตีหิ ขนฺเธหิ" เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความทั้งปวง โดย
นัยนี้ แล.
จบอรรถกถาอสังคหิเตนสัมปยุตตวิปปยุตตบท
๑๔. วิปปยุตเตนสังคหิตาสังคหิตปทนิทเทส
[๔๕๒] ธรรมเหล่าใด ประกอบไม่ได้ด้วยรูปขันธ์ ธรรมเหล่านั้น
สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ได้
ด้วยขัน ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘. สงเคราะห์ไม่ได้ขันธ์ อายตนะ ธาตุ
เท่าไร ? สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐.