อื่นอีก ด้วยอัปปนาแรก. ก็ธรรมเหล่าใด เกิดพร้อมกับธรรมเหล่าใด ธรรม
เหล่านั้น ชื่อว่า เป็นธรรมอันท่านได้แล้วกับธรรมนั้น ฉะนั้น จึงชื่อว่า ถูก
ต้องแล้วแม้ด้วยผัสสะ. แม้อุปจาระ . ก็เป็นเหตุแห่งการได้อัปปนานั่น แหละ.
อัปปนาแรก ก็เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอื่น ๆ อีกเหมือนกัน ในอุปจาระและอัป-
ปนาเหล่านั้น พึงทราบการถูกต้องสหชาตธรรมทั้งหลาย ด้วยสหชาตธรรมทั้ง
หลายของพระโยคีบุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้.
ก็ ปฐมฌาน มีองค์ ๕ มีวิตกเป็นต้น เว้นองค์ฌานทั้ง ๕ เสียแล้ว
ธรรมที่เหลือเกิน ๕๐ เรียกว่า นามขันธ์ ๔. พระโยคีบุคคล ถูกต้อง คือ
ได้เฉพาะปฐมฌานสมาบัติวิโมกข์ ด้วยนามกายนั้น แล้วจึงอยู่.
ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา. ตติยฌาน มี
องค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา. จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และ
เอกัคคตา. อนึ่ง อากาสานัญจายตนฌาน ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
มีองค์ ๒ เหมือนกับ จตุตถฌาน. ในฌานเหล่านั้น คือ ตั้งแต่ ปฐมฌาน
ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ยกเว้นองค์ฌานเหล่านั้นเสียแล้ว ธรรมทั้ง
หลายที่เหลือเกิน ๕๐ เรียกว่า นามขันธ์ ๔. พระโยคีบุคคล ถูกต้อง คือ ได้
เฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ด้วยนามกายนั้นแล้วจึงอยู่.
คำว่า "ปญฺาย จสฺส ทิสฺวา" อธิบายว่า เพราะเห็นความเป็น
ไปแห่งสังขารด้วยวิปัสสนาปัญญา เห็นสัจธรรมทั้งสี่ ด้วยมรรคปัญญา. คำว่า
"เอกจฺเจ อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ" อธิบายว่า อาสวะทั้งหลาย อัน
ปฐมมรรคเป็นต้น พึงฆ่าส่วนหนึ่ง ๆ สิ้นไปแล้ว บุคคลนี้ ท่านเรียกว่า
"สมยวิมุตฺโต" แปลว่า ผู้พ้นแล้วโดยสมัย. ในข้อว่า "ปุคฺคโล สมย-
วิมุตฺโต" นี้จะกล่าวว่า บุคคลผู้ได้สมาบัติ ๘ ถูกต้องวิโมกข์ ด้วยนามกายนั้น