ผู้หลุดพ้นวิเศษแล้วจากนามกายย่อมดับไป คือ ย่อมอุปาทาปรินิพพาน ย่อม
ไม่เข้าถึงซึ่งการนับว่า เป็นคนเป็นสัตว์ได้ ฉันนั้น" ครั้นนำพระสูตร เรื่อง
อุปสีวมาณวปัญหาที่ ๖ ในโสฬสปัญหา มาแล้ว จึงกล่าวว่า ชื่อว่า อุภโตภาค-
วิมุตตบุคคล เพราะหลุดพ้นวิเศษแล้วจานามกายและรูปกาย.
ส่วนพระจูฬภยเถระ ผู้ทรงพระไตรปิฎก กล่าวไว้ว่า บุคคลผู้
พ้นวิเศษแล้วด้วยวิกขัมภนวิโมกขสมาบัติสิ้นวาระหนึ่ง พ้นเศษแล้วด้วย
สมุจเฉทวิโมกขมรรคสิ้นวาระหนึ่ง จึงเรียกว่า อุภโตภาควิมุตตบุคคล.
ก็พระเถระทั้ง ๓ รูปนี้ เป็นบัณฑิต ท่านตั้งวาทะไว้ให้เป็นแบบด้วยการใคร่
ครวญว่า "เหตุในวาทะทั้ง ๓ ย่อมเห็นได้" ก็เมื่อกล่าวโดยสังเขป บุคคลใด
พ้นวิเศษแล้วจากรูปกาย ด้วยอรูปสมาบัติ พ้นวิเศษแล้วจากนามกาย ด้วย
มรรค เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น จึงชื่อว่า อุภโตภาควิมุตตบุคคล เพราะ
หลุดพ้นวิเศษแล้วจากส่วนทั้งสอง. บุคคลที่ชื่อว่า อุภโตภาควิมุต นั้นมี ๕
จำพวก คือ บุคคลผู้ใดอรูปสมาบัติ ๔ ออกจากรูปสมาบัติแล้วพิจารณาสังขาร
ทั้งหลายแล้วจึงบรรลุพระอรหัต เป็น ๔ จำพวก และพระอนาคามีผู้ออกจาก
นิโรธสมาบัติแล้วบรรลุพระอรหัต ๑.่ บรรดาพระอริยะทั้ง ๕ นั้น ๔ พวก
แรก ท่านไม่เข้านิโรธ อันมีสมาบัติเป็นประธาน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
อุภโตภาควิมุตโดยปริยาย ท่านพระอนาคามีผู้ได้สมาบัตินั้นแล้ว เมื่อออกจาก
สมาบัติก็เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อุภโต-
ภาควิมุตตเสฏฐบูคคล โดยนิปปริยาย.
ถามว่า อรูปาวจรฌานก็ดี รูปาวจรจตุตถฌานก็ดี มีองค์ ๒ คือ
อุเบกขาและเอกัคคตา เพราะเหตุนั้น บุคคลกระทำรูปาวจรจตุตถฌาน ซึ่งมี
องค์ ๒ นั้นให้เป็นปทัฏฐานแล้วบรรลุพระอรหัต ก็พึงเป็นผู้ชื่อว่า อุภโต-
ภาควิมุต มิใช่หรือ ?