กองหญ้า หรือกองไม่อันใหญ่แล้ว พึงให้ไฟเกิดบ้างให้ควันเกิดบ้าง ฯลฯ แล้ว
ก็ไหม้กองหญ้า กองไม้อันใหญ่นั้นนั่นแหละ และพึงลามไปไหม้กอไม้บ้าง
ป่าไม้บ้าง ครั้นไหม้แล้วก็มาสู่ภาคพื้นอันเป็นพืชสด หรือถึงหนทาง หรือ
ถึงศิลา หรือถึงน้ำ หรือถึงสถานอันเป็นที่รื่นรมย์แล้วก็ดับไป เพราะขาดเชื้อ
ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้ชื่อว่า
อุทธัง โสโตอกนิฏฐคามี ฉันนั้นเหมือนกัน.
นิเทศแห่งพระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติในการกระทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง
เป็นต้นมีเนื้อความตื้นเทียว.
คำว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ท่านเรียกว่า
พระอรหันต์. ก็คำว่า พระอรหันต์ในที่นี้ พึงทราบว่ามี ๑๒ จำพวก.
ถามว่า มี ๒ จำพวก อย่างไร.
ตอบว่า ก็วิโมกข์มีอยู่ ๓ อย่าง คือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์
๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ บรรดาวิโมกข์เหล่านั้น พระขีณาสพผู้หลุดพ้นด้วย
สุญญตวิโมกข์มี ๔ จำพวก ด้วยอำนาจปฏิปทา ๔ อย่าง และพระขีณาสพผู้หลุด
พ้น ด้วยอนิมิตตวิโมกข์หรืออัปปณิหิตวิโมกข์ ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น
บัณฑิตพึงทราบว่า พระอรหันต์จึงมี ๑๒ จำพวก ด้วยประการฉะนี้.
ก็บุคคลเหล่านี้ มีประมาณเท่านี้คือ คือ พระสกทาคามี ๑๒ จำพวก
ซึ่งเหมือนพระอรหันต์ ๑๒ จำพวก พระโสดาบัน ๒๔ จำพวก คือ พระโสดา-
บัน ๑๒ จำพวก คูณด้วยธุระ ๒ คือ สัทธาธุระ ๑ ปัญญาธุระ ๑ และพระ-
อนาคามี ๔๘ จำพวก ทั้งหมดเหล่านี้ เมื่อท่านพ้นจากโลกนี้แล้ว ย่อมไม่
เกิดในลัทธิภายนอกพระศาสนา ย่อมเกิดขึ้นในพระศาสนาแห่งพระสัพพัญญู-
พุทธเจ้านั่นเทียว ดังนี้แล.
จบอรรถกถาเอกกนิทเทส ว่าด้วยบุคคล ๑ จำพวกแต่เพียงนี้