[๗๕] ๑. อุปัฏฐิตสติบุคคล บุคคลผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้แล้ว
เป็นไฉน ?
สติในข้อนั้น เป็นไฉน ? ความระลึกได้ ความตามระลึกได้ ความ
หวนระลึกได้ ความนึกได้คือสติ ความทรงจำ ความไม่ฟั่นเฟือน ความไม่
หลงลืม นี้เรียกว่า สติ บุคคล ผู้ประกอบแล้วด้วยสตินี้ ชื่อว่า ผู้มีสติอันเข้า
ไปตั้งไว้แล้ว.
๒. สัมปชานบุคคล บุคคลผู้มีสัมปชัญญะ เป็นไฉน ?
สัมปชัญญะ ในข้อนั้น เป็นไฉน ? ความรอบรู้ ความรู้ชัด ความ
เลือกเฟ้น ความเลือกสรร ความสอดส่องธรรม ความกำหนดหมาย ความ
เข้าไปกำหนดรู้เฉพาะ ความเป็นผู้รู้ ความฉลาด ความรู้ละเอียด ความรู้
แจ่มแจ้ง ความคิดนึก ความใคร่ครวญ ความรู้กว้างขวาง ความรู้เฉียบขาด
ความรู้นำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาเพียงดังปะฏัก ปัญญินทรีย์
กำลังคือปัญญา ประทีปคือปัญญา รัตนะคือปัญญา ความสอดส่องธรรมคือ
อโมหะ สัมมาทิฏฐิ นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยสัมป-
ชัญญะนี้ ชื่อว่า ผู้มีสัมปชัญญะ.
[๗๖] ๑. สีลสัมปันนบุคคล บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็น
ไฉน ?
ความถึงพร้อมด้วยศีล ในข้อนี้ เป็นไฉน ? การไม่ล่วงละเมิดทาง
กาย การไม่ล่วงละเมิดทางวาจา การไม่ล่วงละเมิดทางกายและวาจา นี้เรียกว่า
ความถึงพร้อมด้วยศีล ความสำรวมด้วยศีลแม้ทั้งหมด ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยศีล
บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยศีลสัมปทา ชื่อว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.