เป็นไม้เท้าคนแก่หรือมีดสำหรับเหลาไม้สีฟัน หรือมีดเล็กเที่ยวไป วัตถุนั้นไม่
ชื่อว่า ศาสตรา เพราะไม่เป็นไปเพื่อต้องการเบียดเบียนสัตว์อื่น เพราะฉะนั้น
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นย่อมถึงซึ่งการนับว่า เป็นผู้มีท่อนไม้และศาสตราอันวาง
แล้วเทียว.
บทว่า "ลชฺชี" ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความละอาย มีการรังเกียจ
บาปเป็นลักษณะ. บทว่า "ทยาปนฺโน" ได้แก่ ผู้ถึงความเอ็นดู คือ ผู้มี
จิตอันประกอบด้วยเมตตา. บทว่า "สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปิ" ได้แก่
ผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวงด้วยประโยชน์เกื้อกูล อธิบายว่า ชื่อว่า ผู้มีจิตประกอบ
ด้วยประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง เพราะความเป็นผู้ถึงความเอ็นดูนั้น. บทว่า
"วิหรติ" ได้ย่อมแก่ ย่อมผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ คือย่อมรักษาอัตภาพ.
ผู้ใด ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาให้เท่านั้น เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึง
ชื่อว่า ทินฺนาทายี แปลว่า ผู้ถือเอาเฉพาะของเขาให้. ผู้ใด หวังสิ่งของ
ที่เขาให้แม้ด้วยจิตนั่นแหละ เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า ทินฺนปาฏิกงฺขี
แปลว่า ผู้หวังสิ่งของที่เขาให้. ผู้ใด ย่อมขโมย เหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า เถโน
แปลว่า ผู้ขโมย การไม่ขโมยชื่อว่า อเถนะ. ชื่อว่า เป็นผู้สะอาด เพราะความ
ไม่เป็นขโมยนั้นแหละ.
บทว่า "อตฺตนา" แปลว่า อัตภาพ มีคำอธิบายไว้ว่า การกระทำ
อัตภาพไม่ให้ขโมย คือทำให้สะอาดอยู่. บทว่า "อพฺรหฺมจริยํ" แปลว่า
การประพฤติธรรม อันไม่ประเสริฐ. บุคคลใด ย่อมประพฤติอาจาระ คือ
จรรยาที่ดีงาม อันประเสริฐที่สุด เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า พฺรหฺมจารี
แปลว่า ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐที่สุด. บทว่า "อาราจารี" เเปลว่า
ประพฤติห่างไกลจากพรหมจรรย์.