Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 79 หน้าที่ 440

เล่ม มมร. 79 หน้า 440 ข้อ 144
ทั้งหลายที่เขายกขึ้นบนหลังช้าง ม้า หรือบนรถ. บทว่า "อุสฺสาทนํ" ได้แก่ เสียงสูงเสียงใหญ่ของช้างม้ารถ และพลนิกาย. บทว่า "สมฺปหาเร" ได้แก่ ครั้น เมื่อการประหารแม้มีประมาณน้อยที่มาถึงแล้ว. บทว่า "หญฺติ" ได้แก่ ย่อม เดือดร้อน คือ ถึงความระส่ำระสาย. บทว่า "พฺยาปชฺชติ" ได้แก่ ย่อมถึง ความวิบัติ คือ ย่อมละปกติภาพ. สองบทว่า "สหติ สมฺปหารํ" ความว่า นักรบอาชีพนั้นแม้ถูกประหารสองสามครั้ง ยังอดทน คือยังทนได้. สองบทว่า "ตเมว สงฺคามสีสํ" ได้แก่ ที่นั้นนั่นแหละเป็นที่ตั้งค่ายรบอันมีชัย. บทว่า "อชฺฌาวสติ" ได้แก่ ย่อมอยู่ครอบครองประมาณ ๗ วัน. ถามว่า เพราะ เหตุไร ? แก้ว่า เพื่อต้องการรักษาเขตประหารของชนที่ได้ประหารไปแล้ว เพื่อ ทราบความต่างกันของกรรมที่ชนกระทำแล้วจึงให้ฐานันดร และเพื่อต้องการ เสวยความสุข คือ ความเป็นใหญ่. บัดนี้ กิจด้วยความเป็นนักรบอาชีพของ พระศาสดาไม่มี แต่เพื่อจะแสดงบุคคล ๕ จำพวกในพระศาสนานี้ พระองค์ จึงตรัสคำว่า "เอวเมวํ" เป็นต้นมา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า "สํสีทติ" ได้แก่ จมอยู่ คือ ย่อมตกไป ในมิจฉาวิตก. ข้อว่า "น สกฺโก พฺรหฺมจริยํ สนฺตาเนตุํ" ความว่า ย่อม ไม่อาจเพื่อรักษาการประพฤติพรหมจรรย์ อันไม่ขาดสายได้. สองบทว่า "สิกฺขาทุพฺพลยํ อาวิกตฺวา" ได้แก่ ประกาศความที่สิกขาเป็นสภาพมีกำลัง ทราม. ข้อว่า "กิมสฺส รชคฺคสฺมึ" ความว่า ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าปลายธุลี ของบุคคลนั้น เป็นอย่างไร ? บทว่า "อภิรูปา" แปลว่ารูปงาม. บทว่า "ทสฺสนียา" ได้แก่ ควรจะดู. บทว่า "ปาสาทิกา" ได้แก่ นำความ เลื่อมใสมาสู่จิตด้วยการเห็นนั่นแหละ. บทว่า "ปรมาย" ได้แก่ สูงที่สุด. บทว่า "วณฺณโปกฺขรตาย" ได้แก่ ด้วยวรรณแห่งสรีระ และสัณฐานแห่ง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka