Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 7 หน้าที่ 233

เล่ม มมร. 7 หน้า 233 ข้อ 127
กราน คณะได้กราน บุคคลได้กราน ก็เมื่อกฐินกรานแล้วอย่างนั้น ถ้าแล พวกทายกถวายอานิสงส์ที่นำมาพร้อมกับกฐินจีวรว่า ภิกษุรูปใดได้รับผ้ากฐิน ของพวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าถวายแก่ภิกษุรูปนั้น ดังนี้ ภิกษุสงฆ์ไม่เป็นใหญ่. ถ้าเขาไม่ทันได้สั่งเสียไว้ ถวายแล้วก็ไป ภิกษุสงฆ์เป็นใหญ่; เพราะเหตุนั้น ถ้าแม้จีวรที่เหลือทั้งหลาย ของภิกษุผู้กรานเป็นของชำรุด สงฆ์พึงอปโลกน์ให้ ผ้าเพื่อประโยชน์แก่จีวร แม้เหล่านั้น. ส่วนกรรมวาจาคงใช้ได้ครั้งเดียวเท่า นั้น. ผ้าอานิสงส์กฐินที่ยังเหลือ พึงแจกกันโดยลำดับแห่งผ้าจำนำพรรษา. เพราะไม่มีลำดับ พึงแจกตั้งแต่เถรอาสน์ลงมา. คุรุภัณฑ์ไม่ควรแจก. แต่ถ้า ในสีมาเดียวมีหลายวิหาร ต้องให้ภิกษุทั้งปวงประชุมกรานกฐินในที่เดียวกัน; จะกรานกันเป็นแผนก ๆ ไม่ควร. อนัตถตาการและอัตถตาการ ก็บัดนี้ เพื่อจะแสดงวิธีที่กฐินจะเป็นอันกราน และไม่เป็นอันกราน โดยพิสดาร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ก็แลกฐินเป็นอัน กรานแล้วด้วยอย่างนี้ ไม่เป็นอันกรานแล้วด้วยอย่างนี้ เมื่อจะทรงแสดง อกรณียกิจ มหาภูมิกะ และอนัตถตลักขณะก่อน จึงทรงแสดงอาการ ๒๔ มีคำว่า อุลฺลิขิตตมฺตเตน เป็นต้น , ต่อจากนั้นไป เมื่อจะทรงแสดงอัตถต- ลักขณะ จึงทรงแสดงอาการ ๑๗ มีคำว่า อหเตน อตฺถตํ เป็นอาทิ. จริง อยู่ แม้ในคัมภีร์บริวาร ท่านก็ได้กล่าวลักษณะอย่างนี้เหมือนกันว่า กฐินไม่ เป็นอันกรานด้วยอาการ ๒๔ กฐินเป็นอันกรานด้วยอาการ ๑๗. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุลฺลิขิตมติเตน ได้แก่ ด้วยสักว่ากะ ประมาณด้านยาวและค้านกว้าง. จริงอยู่ เมื่อจะกะประมาณ ย่อมใช้เล็บเป็น ต้นกรีด แสดงที่กำหนดตัดอันนั้น หรือที่หน้าผากเป็นต้น เพื่อจำประเทศนั้นๆ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka