Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 82 หน้าที่ 50

เล่ม มมร. 82 หน้า 50 ข้อ 22
คำว่า กุสลสมุฏฺานํ ท่านแสดงรูปซึ่งมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน. คำว่า เอกมูลํ ได้แก่มีมูลเสมอกันกับกุศลมูลมีอโลภะเป็นต้น มูลทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น ชื่อว่า มูล เพราะเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นฉันใด มูลนั้นก็เป็นมูลแม้แก่สมุฏฐานรูป ฉันนั้น แต่สมุฏฐานรูปนั้นไม่ใช่กุศล เพราะความไม่มีลักษณะแห่ง กุศล. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสถามในยมกอื่น ๆ ว่า เยเกจิ กุสลา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล ( มีอยู่ ) แต่ตรัสถามว่า เยเกจิ กุสลมูเลน เอกมูลา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลเป็นอันเดียวกัน กับกุศล ( มีอยู่ ). ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะเนื้อความนั้นนั่นแหละ มีอยู่พร้อมโดยพยัญชนะแม้นั้น คำว่า กุสลมูลานิ นี้เป็นวิเสสนะ ของคำก่อน จริงอยู่พระองค์ตรัสว่า มูลเหล่าใด ย่อมเกิดขึ้นโดย ความเป็นอันเดียวกัน ก็มูลเหล่านั้นเป็นกุศลมูลบ้างเป็นอกุศลมูลบ้าง เป็นอัพยากตมูลบ้าง คำนี้ท่านกล่าวไว้ เพื่อแสดงความวิเศษของคำว่า กุสลมูลานิ. คำว่า อญฺมญฺมูลานิ จ = เป็นมูลซึ่งกันและกันด้วย อธิบายว่า มูลทั้งหลายย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัย กะกันและกันโดยเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ในปฏิโลมปุจฉา ไม่ตรัสว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลมูเลน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka