ก็การเกิดขึ้นแม้ของรูปขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทเพียงบทเดียว
ย่อมได้ในปุริมโกฏาสะนี้ว่า อสญฺสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ
เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ เวทนกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ=
เมื่อบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์กำลังเกิด
แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้น ในการวิสัชนานี้
มีอาทิว่า อสญฺสตฺตํ อุปปชฺชนตานํ, ในปัญหาแรกนี้ว่า ยสฺส
รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ =รูปขันธ์
กำลังเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ
ดังนี้ การเกิดขึ้นแม้ของรูปและเวทนาขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทแม้ทั้งสอง
ย่อมได้ในปัจฉิมโกฏสะนี้ว่า ปญฺจโวการํ อุปปชฺชติ เตสํ รูปกฺ-
ขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ=เมื่อบุคคลเหล่า-
นั้นกำลังเกิดในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ก็กำลังเกิด เวทนาขันธ์ก็
กำลังเกิด เพราะเหตุนั้น ปัญหานี้และปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้ พึง
ทราบว่าเป็น ปริปุณณปัญหา แม้คำว่า ปุเรปัจฉาปัญหา ก็เป็น
ชื่อของปริปุณณปัญหานั้นนั่นแหละ.
ก็ในการวิสัชนาปริปุณณปัญหานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์นั้นแหละที่สงเคราะห์ไว้ด้วยบทเดียวในปุริม-
โกฏฐาส ในทุติยโกฏฐาสการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาแล้ว
ด้วยบทบทเดียว ย่อมได้ในปัญหาใดด้วยนัยและลักษณะนี้แห่งรูปและ
เวทนาขันธ์ที่ถือเอาด้วยบททั้งสอง ปัญหานั้นเรียกว่า ปุเรปัญหา.