ในสองอย่างนั้น ธรรม ๔ อย่างคือ ฉันทะ ริริยะ จิตตะ และ
วิมังสา ผู้ศึกษาพึงทราบว่าเป็นสหชาตาธิปติปัจจัย เพราะพระบาลีว่า
ฉันทาธิปติ เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุต
ด้วยฉันทะ และแก่รูปที่ไม่ฉันทะนั้นเป็นสมุฏฐานด้วยอำนาจของอธิปติ-
ปัจจัย ดังนี้เป็นต้น. ก็แลอธิปติปัจจัยนั้น ย่อมไม่เกิดคราวเดียวกัน.
จริงอยู่ ในเวลาใดจิตทำฉันทะให้เป็นธุระ คือให้เป็นหัวหน้า เป็นไป
ในเวลานั้น ฉันทะเป็นอธิบดี แต่วิริยะ จิตตะ วิมังสา นอกจากนี้ หาเป็น
อธิบดีด้วยไม่. แม้ในอธิบดีที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
ส่วนอรูปธรรมทั้งหลาย (คือจิตและเจตสิก) ทำธรรมใดให้หนัก
ย่อมเป็นรูป ธรรมนั้นชื่อว่าเป็น อารัมมณาธิปติปัจจัย แก่อรูปธรรม
(คือจิตและเจตสิก) เหล่านั้น เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ธรรมเหล่าใด ๆ คือจิตและเจตสิกธรรมทั้งหลาย ทำธรรมเหล่าใด ๆ
ให้หนักย่อมเกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้น ๆ เป็น ปัจจัยแก่กรรมเหล่านั้น ๆ
ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
๔. อนันตรปัจจัย และ ๕. สมนันตรปัจจัย
ธรรมที่ช่วยอุปการโดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า อนันตร-
ปัจจัย.
ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี ชื่อว่า สมนันตร-
ปัจจัย. ปัจจัยทั้งสองนี้โดยมากอาจารย์ทั้งหลายอธิบายเสียเยิ่นเย้อ. ส่วน
สาระในปัจจัยทั้งสองมีดังนี้ จริงอยู่ การกำหนดจิตนี้ได้ว่า มโนธาตุ มี
มีลำดับจักขุวิญญาณ มโนวิญญาณธาตุ มีในลำดับแห่งมโนธาตุ ดังนี้