ด้วยเหตุ (แต่) ทรงแสดงเทศนาโดยนัยเป็นต้นว่า ฉันทาธิปติเป็นปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยฉันทะ. ตอบว่า เพราะอธิบดีไม่มีในขณะเดียวกัน
จริงอยู่ ในนัยก่อน เหตุสองหรือสาม เป็นเหตุปัจจัยในขณะเดียวกันได้
เพราะไม่ละภาวะที่อุปการะ โดยอรรถว่า เป็นมูลราก. แต่อธิบดีเป็น
อุปการะ. โดยอรรถว่า เป็นใหญ่ และธรรมเป็นอันมากจะชื่อว่าเป็นใหญ่
ในขณะเดียวกันหาได้ไม่ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น แม้เกิดขึ้นคราว
เดียวกัน จะเป็นอธิปติปัจจัยในขณะเดียวกันย่อมไม่ได้ เพราะภาวะที่
อธิปติปัจจัยไม่มีในขณะเดียวกันนั้น. ในนิทเทสแห่งอธิปติปัจจัยนี้พระผู้-
มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงเทศนาดังที่กล่าวมาแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสหชาตธิปติอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เพื่อจะทรงแสดงอารัมมณาธิปติ จึงทรงเริ่มคำว่า ยํ ยํ ธมฺมํ ครุํ กตฺวา
เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า ยํ ยํ ธมฺมํ คือ ซึ่งธรรมที่เป็น
อารมณ์ใด ๆ. สองบทว่า ครุํ กตฺวา ได้แก่ ทำให้หนัก คือให้หนักแน่น
ให้เป็นธรรมชาติที่ควรได้ ไม่ควรทอดทิ้ง ไม่ควรดูหมิ่น ด้วยอำนาจการ
เคารพและยำเกรง หรือด้วยอำนาจการพอใจ. คำว่า เต เต ธมฺมา คือ
ธรรมที่ควรทำให้หนักนั้น ๆ. คำว่า เตสํ เตสํ คือธรรมที่ทำให้หนัก
เหล่านั้นๆ. ทว่า อธิปติปจฺจเยน คือ เป็นปัจจัยด้วยอำนาจอารัมมณาธิ-
ปติปัจจัย. พรรณนาบาลีในอธิการนี้เพียงเท่านี้.
ก็ชื่อว่า อธิบดีนี้ มี ๒ อย่าง คือ สหชาตธิปติ และอารัมมณา-
แห่งฉันทะเป็นต้น. ใน ๔ อย่างนั้น และอธิบดีเมื่อว่าโดยภูมิมีอย่างละ ๔
คือเป็นกามาวจรเป็นต้น. บรรดาอธิบดีที่เป็นกามาวจรเป็นต้นนั้น อธิบดี