นามและรูปเป็นปัจจัยและปัจจยุบบันในส่วนที่ ๓.
อรูปเป็นปัจจัย รูปเป็นปัจจยุบบันในส่วนที่ ๔.
รูปเท่านั้นเป็นทั้งปัจจัยและปัจจยุบบันในส่วนที่ ๕.
รูปเป็นปัจจัย อรูปเป็นปัจจยุบบันในส่วนที่ ๖.
พรรณนาบาลีในสหชาตปัจจัยนิทเทสเท่านี้ก่อน.
ก็สหชาตปัจจัยนี้ จำแนกโดยชาติได้ ๕ ชาติ คือกุศลชาติ อกุศล-
ชาติ วิบากชาติ กิริยาชาติ และรูปชาติ. ในชาติทั้ง ๕ นั้น กุศล
จัตตามภูมิได้ ๔ ภูมิ อกุศลได้ภูมิเดียว วิบากได้ ๘ ภูมิ กิริยาได้ ๓ ภูมิ
รูปได้กามาวจรภูมิภูมิเดียวเท่านั้น ฉะนั้น พึงทราบวินิจฉัยในสหชาต-
ปัจจัยนี้ โดยการจำแนกเป็นประการต่าง ๆ เพียงเท่านี้.
ก็ในสหชาตปัจจัยที่จำแนกแล้วนี้ อย่างนี้ กุศลแม้เป็นไปได้ ภูมิ
เป็นสหชาตปัจจัย แก่ธรรมอันสัมปยุตกับตนนั่นเทียว และแก่รูปอันมีจิต
เป็นสมุฏฐาน. อกุศลก็เช่นเดียวกัน. ก็ในสหชาตปัจจัยนี้ จิตใดเกิดใน
อรูปภูมิ จิตนั้นเป็นสหชาตปัจจัยแก่อรูปธรรมเท่านั้น. กามาวจรวิบาก
รูปาวจรวิบาก เป็นสหชาตปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานนั้นเทียว และ
แก่ธรรมที่สัมปยุต. ก็ในสหชาตปัจจัยนี้ จิตใดให้รูปเกิดไม่ได้ จิตนั้น
เป็นสหชาตปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตเท่านั้น. จิตใดเกิดขึ้นในปฏิสนธิกาล
จิตนั้นเป็นสหชาตปัจจัยแก่กัมมชรูปด้วย. อรูปวิบาก เป็นสหชาตปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตเท่านั้น.
โลกุตตรวิบาก เป็นสหชาตปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต และรูปที่มีจิต
เป็นสมุฏฐานในปัญจโวการภพ. เป็นปัจจัยแก่อรูปธรรมเท่านั้น ในจตุ-
โวการภพ. กามาวจรกิริยา และ อรูปาวจรกิริยา เป็นสหชาตปัจจัยแก่