วาระต่อจากนั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอำนาจพระดำรัส
ว่า นิสฺสาย อย่างนี้ว่า กุสลํ ธมฺมํ นิสฺสาย กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า
นิสสยวาระ. นิสสยวาระนั้นโดยใจความไม่ต่างจากปัจจยวาระที่กล่าวมา
ก่อน แต่ว่าวาระที่หนึ่งตรัสด้วยอำนาจสัตว์ ผู้จะตรัสรู้ ด้วยอำนาจพระ-
ดำรัสว่า ปัจจยะ ที่สองตรัสด้วยอำนาจสัตว์ผู้จะตรัสรู้ ด้วยอำนาจพระ-
ดำรัสว่า นิสสยะ.
ต่อจากนั้น ที่ตรัสด้วยอำนาจพระดำรัสว่า สํสฏฺโ อย่างนี้ว่า
กุสลํ ธมฺมํ สํสฏโ กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า สังสัฏฐวาระ.
วาระที่ตรัสด้วยอำนาจพระดำรัสว่า สมฺปยุตฺโต อย่างนี้ว่า กุสลํ
ธมฺมํ สมฺปยุตฺโต กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า สัมปยุตตวาระ. สัมปยุตตวาระ
นั้น โดยเนื้อความไม่ต่างจากสังสัฏฐวาระ วาระที่หนึ่ง ตรัสด้วยอำนาจ
เวไนยสัตว์ผู้จะตรัสรู้ด้วยอำนาจพระดำรัสว่า สังสัฏฐะ วาระที่สองตรัส
ด้วยพระดำรัสว่า สัมปยุตตะ. ก็ในสองวาระนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบปัจจัยและ
ปัจจยุบบันธรรม ด้วยอำนาจแห่งอรูปธรรมเท่านั้น.
ส่วนใน วาระที่ ๗ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปัญหานั้นขึ้น
โดยนัยเป็นต้นว่า กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมด้วยเหตุปัจจัย แล้ว
ทรงจำแนกปัญหาเหล่านั้นทั้งหมดไม่ให้สับสน ไม่ให้คลุมเครืออีกโดยนัย
เป็นต้นว่า กุศลเหตุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุต ด้วยเหตุปัจจัย ฉะนั้น
วาระนั้นจึงชื่อว่า ปัญหาวาระ เพราะทรงจำแนกปัญหาทั้งหลายไว้ดีแล้ว.
ก็ในอธิการนี้ พึงทราบปัจจัย และปัจจยุบบัน ด้วยอำนาจแห่งรูปธรรม
และอรูปธรรม.