วิเสสนะของสองบทนั้นนั่นแล. ในคำนี้ว่า กุสเล ขนฺเธ จ มหาภูเต จ
ปฏิจฺจ (อาศัยกุศลขันธ์และมหาภูตรูป) หมายเอามหาภูตรูปที่มีจิตเป็น
สมุฏฐานเท่านั้น. ส่วนในคำนี้ว่า จิตฺตสมุฏฺานํ รูปํ หมายเอาทั้งมหา-
ภูตรูป และอุปาทารูป จริงอยู่ แม้มหาภูตรูป ก็อาศัยขันธ์ทั้งหลาย และ
มหาภูตรูปด้วยกันเกิด โดยนัยเป็นต้นว่า เอกํ มหาภูตํ ปฏิจฺจ ตโย
มหาภูตา ถึงอุปาทารูป ก็อาศัยขันธ์และมหาภูตรูปเกิด โดยนัยที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า มหาภูเต ปฏิจฺจ อุปาทารูปํ. แม้ในการวิสัชนาปัญหาว่า
อกุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ก็นัยนี้เหมือนกัน. ปุจฉา ๙ ข้อในเหตุปัจจัย
เป็นอันได้รับวิสัชนาแล้วด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ ปัญหาเหล่านี้เท่านั้น
ที่ใช้ได้ในเหตุปัจจัยนี้ ปัญหาที่เหลือ ๔๐ ข้อ เป็นโมฆปัญหา เพราะ
เหตุนั้นจึงไม่ได้รับวิสัชนา. บัณฑิตพึงทราบอรรถแห่งปุจฉาและวิสัชนา
แม้ในอารัมมณปัจจัยเป็นต้น ตามนัยนี้. ส่วนคำที่ควรจะวิจารณ์ไว้ใน
ปัจจัยนั้น ๆ ข้าพเจ้าจักวิจารณ์ต่อไป.
พึงทราบวินิจฉัยใน อารัมมณปัจจัย ก่อน บรรดาปุจฉา ๙ ข้อ
ท่านวิสัชนาไว้ ๓ ข้อเท่านั้น โดยทั้งปุจฉาที่เกี่ยวกับรูปเสีย เพราะรูปไม่
เกิดด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย. เพราะเหตุนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า ขันธ์ทั้งหลายอาศัยวัตถุ ไม่ตรัสว่า วัตถุอาศัยขันธ์ทั้งหลาย
เพราะว่าวัตถุรูปนั้นไม่เกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย.
ใน อธิปติปัจจัย คำว่า วิปากาพฺยากตํ นี้ พระองค์ตรัสหมาย
เอาเฉพาะ โลกุตตรวิบาก เท่านั้น เพราะฉะนั้น ในปัจจัยนี้ ท่านจึงไม่ได้
มุ่งเอาว่า " ในปฏิสนธิขณะ." คำที่เหลือเช่นเดียวกับเหตุปัจจัย.