เพราะรูปนั้นไม่ได้อุปนิสสยปัจจัย. ส่วนอรูป (นาม) ไม่ได้อารัมมณู-
นิสสยปัจจัย และปกตูปนิสสยปัจจัยก็จริง แต่ก็ไม่พ้นอนันตรูปนิสสยปัจจัย
ไปได้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นอารมฺมณปจฺจยสทิสํ.
ใน นปุเรชาตปัจจัย คำว่า จิตฺตสมุฏานํ รูปํ ท่านกล่าวไว้ด้วย
อำนาจปัญจโวการภพ. สหชาตปัจจัยและปุเรชาตปัจจัย ย่อมถึงการรวม
ลงในคำนี้ว่า นปจฺฉาชาตปจฺจยา เพราะฉะนั้น บาลีในคำนี้จึงเช่นเดียว
กับสหชาตปัจจัย. ก็บาลีนั้นขยายไว้อย่างพิสดาร ใน นอธิปติปัจจัย ฉะนั้น
ในที่นี้จึงย่อไว้. นอาเสวนปัจจัย พึงทราบด้วยสามารถแห่งปฐมชวนะ
ฝ่ายกุศลและอกุศล. กิริยาพยากตะก็เหมือนกัน. แม้ในอธิการนี้ก็พึงทราบ
บาลีด้วยอำนาจแห่งคำที่ท่านให้พิสดารใน นอธิปติปัจจัย เหตุนั้นพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นปจฺฉชาตปจฺจยมฺปิ นอาเสวนปจฺจยมฺปิ
นาธิปติปจฺจยสทิสํ ดังนี้ (บาลีข้อ ๙๕). ใน กัมมปัจจัย ไม่ถือเอา
วิบากเจตนาว่าได้นานักขณิกกัมมปัจจัย. ใน นอาหารปัจจัย มีเฉพาะรูป
บางรูปเท่านั้น เป็นปัจจยุบบัน ใน นอินทริยปัจจัย ก็เหมือนกัน. ใน
นฌานปัจจัย มีปัญจวิญญาณธรรม (ทวิปัญจวิญญาณ) และรูปบางรูปเป็น
ปัจจยุบบัน. จริงอยู่ ในปัญจวิญญาณ เวทนาและจิตเตกัคคตา ย่อมไม่
ถึงลักษณะแห่งการเข้าไปเพ่ง เพราะมีกำลังทราม ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น
ท่านจึงไม่ถือเอาในฌานปัจจัย. ใน นมัคคปัจจัย มีอเหตุวิบาก และกิริยา
และรูปบางรูปเท่านั้นเป็นปัจจยุบบัน.
รูปเท่านั้นเป็นปัจจยุบบันในนสัมปยุตตปัจจัย ในโนนัตถิปัจจัย ใน
โนวิคตปัจจัย. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นารมฺมณปจฺจยสทิสํ.