Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 85 หน้าที่ 306

เล่ม มมร. 85 หน้า 306 ข้อ 282
ปฏิจฺจ ศัพท์ ที่มีความหมายเท่ากับสหชาตะ ใน ปฏิจจวาระ จึงไม่ได้นัย เช่นนี้ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า วตฺถุํ ปฏิจฺจ ขนฺธา ขันธ์ ทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะอาศัยวัตถุ ดังนี้ หมายเอาวัตถุที่ เป็นสหชาตะเท่านั้น ในปฏิสนธิกาล. แม้ในคำว่า ขันธ์ ๓ เกิดขึ้นเพราะอิงอาศัยกุศลขันธ์ ๑ และวัตถุรูปเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบความหมายโดยนัยนี้เหมือนกัน. คำว่า กุศลและอัพยากตะ เกิดขึ้นเพราะอาศัยอัพยากตธรรม ท่านกล่าวหมาย เอาการเกิดพร้อมกันแห่งกุศลและอัพยากตะ ด้วยอำนาจเหตุปัจจัย. จริงอยู่ ในขณะกุศลจิตเกิดขึ้น กุศลขันธ์ทั้งหลายอาศัยวัตถุรูปเกิด และอุปาทาย- รูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน อาศัยมหาภูตรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้น พร้อมกันด้วยอำนาจเหตุปัจจัย. ถึงเมื่ออัพยากธรรมที่เป็นปัจจัยจะแตก ต่างกัน บัณฑิตพึงทราบว่า คำนี้ท่านกล่าวหมายถึงการเกิดพร้อมกัน แห่งปัจจยุบบัน ด้วยอำนาจเหตุปัจจัย ในฐานอื่นที่เป็นอย่างนี้ก็นัยนี้ เหมือนกัน. ใน เหตุปัจจัยนี้ ท่านวิสัชนาปัญหา ๑๗ ข้อ เพราะทำสหชาตะ และปุเรชาตะให้เป็นปัจจัย โดยอรรถว่า เป็นที่อิงอาศัยด้วยประการฉะนี้. ในข้อนั้นท่านถือเอาขันธ์ทั้งหลายและมหาภูตรูป ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย ถือเอาวัตถุรูปด้วยอำนาจสหชาตปัจจัยและปุเรชาตปัจจัย. ส่วนในปฏิจจ- วาระย่อมได้ปัจจัยด้วยอำนาจสหชาตะ เพราะฉะนั้น ในที่นั้นท่านจึงวิสัชนา ปัญหาไว้ ๙ ข้อเท่านั้น. ก็ในปัจจัยวาระนั้น ธรรมเหล่าใดมีปัญหา ๑๗ ข้อ อันพระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงวิสัชนาแล้วในธรรมเหล่านั้นมีกุศลเป็นต้น ในการวิสัชนา ที่มีบทต้นบทเดียว บทอวสานก็บทเดียว ได้ปัจจยุบบันเป็นอย่างเดียวจาก
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka