จำนวนที่สูงกว่า ฉะนั้น นี้จึงเป็นข้อนิยมในเรื่องการกำหนดจำนวนนี้. ก็
จำนวนที่เท่ากัน และจำนวนที่ต่ำกว่ากัน เมื่อความผิดแผกกันมีอยู่ เนื้อ
ความก็ไม่ได้. เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นเหตุ-
ปจฺจยา นารมฺมเณ เอกํ เพราะนเหตุปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๑
วาระ ดังนี้เป็นต้น. ความจริงในเรื่องนี้ น่าจะมีคำกล่าวว่า วิสัชนา ๔
วาระ ควรได้ด้วยอำนาจแห่งนเหตุปัจจัยเพราะพระบาลีมาแล้วว่า ในเหตุ-
ปัจจัย มี ๔ วาระ ในนอารัมมณปัจจัย มี ๕ วาระ. แต่เพราะวิสัชนา
เหล่านั้นเข้ากันกับนอารัมมณธรรม สารัมมณธรรมจึงผิด เพราะฉะนั้น
วิสัชนา ๓ วาระจึงลดไป คือ อกุศลธรรมอิงอาศัยอกุศลธรรมเกิดขึ้น,อกุศล
ธรรมอิงอาศัยอัพยากตธรรมเกิดขึ้น, อกุศลธรรมอิงอาศัยอกุศลธรรมและ
อัพยากตธรรมเกิดขึ้น. วิสัชนา ๑ วาระเท่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ด้วยสามารถแห่งรูปว่า อัพยากคตธรรมอิงอาศัยอัพยากคตธรรมเกิดขึ้นดังนี้.
บัณฑิตครั้นทราบวิสัชนาที่ผิดแผกแตกต่างกันในปัจจัยทั้งปวงแล้วพึงทราบ
การกำหนดที่จะมีได้ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ในอธิการนี้มีการแสดงเพียงนัยดังต่อไปนี้. สองบทว่า
นาธิปติยา จตฺตาริ ในนอธิปติปัจจัย มี ๔ วาระ คือวิสัชนาที่ได้แล้ว
ในวิสัชนานเหตุปัจจัย. แม้ในจตุกกะที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. สองบทว่า
นานนฺตเร เอกํ ในนอนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ คือ อัพยากตะกับอัพยากตะ
ด้วยอำนาจรูปที่มีอเหตุจิตเป็นสมุฏฐาน และรูปที่เหลือ. บัณฑิตพึงทราบ
รูปที่ประกอบได้ในปัจจัยหนึ่งๆทั้งหมดอย่างนี้. แม้ในคำนี้ว่า นปุเรชาเต
เทฺว ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ ก็ควรจะกล่าวว่า ได้วิสัชนา ๔ วาระ
ด้วยอำนาจนเหตุปัจจัย. แค่เพราะนเหตุปัจจัยเข้ากันได้กับนปุเรชาตปัจจัย