คือ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล
อัพยากตะเป็นปัจจัยเก่อกุศล. ปัญหา ๔ ข้อ มีปัจจยุบบัน ๑ มีมูล ๒
คือ กุศลและอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลและอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่
อัพยากตะ อกุศลและอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศล อกุศลและอัพยากตะ
เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ. บรรดาปัญหาเหล่านั้น. ปัจจัยเหล่าใดพึงได้ใน
ปัญหาที่ ๑ ท่านรวบรวมปัจจัยเหล่านั้นทั้งหมดแล้วกล่าวว่าปัจจัย ๓. ใน
ปัญหาที่ ๒ มีปัจจัย ๒. ในปัญหาที่ ๓ มีปัจจัย ๕. ในปัญหาที่ ๔ มี
ปัจจัย ๑ เท่านั้น. ในปัญหาที่ ๕ มีปัจจัย ๓. ในปัญหาที่ ๖ มีปัจจัย ๒.
ในปัญหาที่ ๗ มีปัจจัย ๕. ในปัญหาที่ ๘ มีปัจจัย ๑ เท่านั้น. ในปัญหา
ที่ ๙ มีปัจจัย ๗. ในปัญหาที่ ๑๐ มีปัจจัย ๓. ในปัญหาที่ ๑๑ มีปัจจัย ๓.
ที่ ๑๒ มีปัจจัย ๒. ที่ ๑๓ มีปัจจัย๔. ที่ ๑๔ มีปัจจัย ๒. แม้ในปัญหา
ที่ ๑๕ ก็มีปัจจัย ๔ เหมือนกัน ปัจจัยเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัส
ว่า สหชาตปจฺจเยน แต่ตรัสว่า สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ข้าพเจ้าจักพรรณนา
เหตุในการตรัสอย่างนั้นข้างหน้า.
ก็เมื่อว่าโดยย่อในอธิการนี้ มีการกำหนดปัจจัย ๖ หมวดเท่านั้น
คือ ปัจจัย ๑-๒-๓-๔-๕ และ ๗. จริงอยู่ บรรดาปัจจัยปัจจนียะทั้ง
๒๔ ข้อ มีอาทิว่า การกำหนดปัญหาด้วยอำนาจการกำหนดอย่างสูงสูด
ในปัจจัยนียะแห่งปัญหาวาระ และการกำหนดปัจจัยที่ท่านรวบรวมปัจจัย
นั้น ๆ แสดงไว้นี้ มีนเหตุปัจจัยเป็นต้น ปัจจัยแห่งปัญหาวาระต่อจากนี้
ไปย่อมไม่ได้แม้ในปัจจนียะหนึ่ง แต่ย่อมได้ในหนหลัง เพราะฉะนั้น
ปัจจัย ๑ เท่านั้นมาแล้วอย่างนี้ว่า กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลและ
อัพยากตะ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย. ในปัญหาเหล่าใด เมื่อปัจจัย