เหลือโดยชักออก ๒ วาระ คือ ๑กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศลและอัพยากตะ
อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศลและอัพยากตะ. สองบทว่า สหชาเต ปญฺเจ
ในสหชาตปัจจัย มี ๕ วาระ คือวาระ ๒ เหล่านี้ คือ กุศลและอัพยากตะ
เป็นปัจจัย แก่อัพยากตะ อกุศลกับอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ กับ
วาระ ๓ ที่ท่านกล่าวไว้ในเหตุปัจจัย.
สองบทว่า นิสฺสเย สตฺต ในนิสสยปัจจัย มี ๗ วาระ วาระ ๒
เหล่านี้ คือ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศล
ก็วาระ ๕ เหล่านั้นย่อมมีด้วยอำนาจเป็นวัตถุ. สองบทว่า กมฺเม ตีณิ
ในกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ คือวาระ ๓ ที่ท่านกล่าวไว้ในนเหตุปัจจัยนั่นเอง
แม้ในติกะที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน ฯ สองบทว่า อธิปติยา ตีณิ ใน
อธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ คือวาระที่กล่าวไว้ในหนหลัง.
ใน นอาหารมูลกนัย คำว่า อญฺมญฺเ ตีณิ ในอัญญมัญญ-
ปัจจัย มี ๓ วาระ ผู้ศึกษาพึงทราบวาระด้วย อำนาจเจตสิกที่เหลือ
เว้นอาหาร ก็แม้ในอธิการนี้ ในนอาหารปัจจัย และนอินทริยปัจจัย ท่าน
ถือเอาคราวละ ๑ ปัจจัย ไม่ถือเอา ๒ ปัจจัยรวมกัน เหมือนในหนหลัง
(คือแยกแสดงไม่แสดงรวมกัน). คำว่า นสมฺปยตฺตปจฺจยา เหตุยา
ตีณิ เพราะนสัมปยุตตปัจจัยในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ มีวาระที่ท่าน
กล่าวไว้ใน นอัญญมัญญปัจจัย ในหนหลัง อธิปติยา อฏฺ ใน
อธิปติปัจจัย มี ๘ วาระ คือวิสัชนาที่กล่าวไว้ในหนแล้วในหนหลังเหมือนกัน.
๑. บาลีอรรถกถาของไทยหน้า ๑๕๐ บรรทัดที่ ๑๑ เป็น กุสโล กุสลสฺส อกุสโล อกุสลสฺส
(คือ กุ-กุ, อกุ-อกุ) ซึ่งผิดสภาวะ ในที่นี้จึงแปลตามบาลีพม่าทีว่า กุสโล กุสลาพฺยากสฺส อกุสโล
อกุสกาพฺยากสฺส.