ภิกษุณีผู้มานัตตจาริกานั้น พึงไปยังวัดแล้วบอกพระมหาเถระ หรือภิกษุ
ผู้เป็นธรรมกถึกรูป ๑ ซึ่งตั้งอยู่ในฝ่ายแห่งผู้สงเคราะห์ว่า วินัยกรรมที่
จะพึงทำแก่นางภิกษุณีรูป ๑ มีอยู่, พระผู้เป็นเจ้าโปรดส่งภิกษุ ๔ รูป
ไปในสถานที่ทำวินัยกรรมนั้นของเราทั้งหลายเถิด พระมหาเถระหรือภิกษุ
ผู้เป็นธรรมกถึก จะไม่ทำการสงเคราะห์ไม่ได้, ต้องบอกว่า เราจักส่ง
ไปให้.
ในกุรุนทีแก้ว่า นางภิกษุณีผู้ปกตัตตะ ๔ รูป พึงพานางภิกษุณีผู้
ประพฤติมานัตออกไปแต่ภายในอรุณ ให้เกิน๒ เลฑฑุบาตแต่อุปจาระบ้าน
ออกไป แวะออกจากทางใหญ่ นั่งในที่ซึ่งกอไม้และรั้วเป็นต้นกำบังไว้.
พึงให้เกิน ๒ เลฑฑุบาต แม้แต่อุปจาระแห่งวัดออกไป ฝ่ายภิกษุผู้
ปกตัตตะ ๔ รูป พึงไปในที่นั้น. ก็แลครั้นไปแล้ว ไม่พึงนั่งในที่เดียว
กับนางภิกษุณีทั้งหลาย พึงหลีกไปนั่งในที่ไม่ไกลกัน .
ส่วนในมหาปัจจรีเป็นต้นแก้ว่า แม้นางภิกษุณีทั้งหลายก็ควรชวน
อุบาสิกา ๑ คน หรือ ๒ คน ซึ่งเป็นผู้ฉลาดไปด้วย เพื่อประโยชน์แก่
การรักษาตน ฝ่ายภิกษุทั้งหลายพึงชวนอุบาสก ๑ คน หรือ ๒ คนไปด้วย
เพื่อประโยชน์แก่การรักษาตน.
เฉพาะในกุรุนทีแก้ว่า จะละอุปจาระแห่งสำนักภิกษุณีและวัดของ
ภิกษุ ก็ควร, ไม่แก้ว่า จะละอุปจาระแห่งบ้าน ก็ควร. ครั้นภิกษุ
ทั้งหลายและนางภิกษุณีทั้งหลาย นั่งแล้วอย่างนั้น นางภิกษุณีนั้นพึง
สมาทานวัตรว่า มานตฺตํ สมาทิยามิ วตฺตํ สมาทิยามิ แล้วพึงบอก
แก่ภิกษุณีสงฆ์ก่อนอย่างนี้ว่า อหํ อยฺเย เอกํ อาปตฺตึ อาปชฺชึ