แม้ใน ปัญหาวาระ พระองค์ไม่ทรงวิสัชนาปัญหา ทรงยกปัจจัย
อย่างเดียว แล้วทรงแสดงปัจจัยที่ได้อยู่ด้วยอำนาจอนุโลมปัจจนียนัยเท่านั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าผู้ศึกษาพึงเชื่อมแม้อกุสลาพยากตบท กับเหตุทุกะ
แล้วแสดงไข เหตุกุสลทุกติกะ เหมือนอย่างกุศลบท. ต่อจากนั้นทรง
แสดงทุกติกะ ๒๑ มีเหตุเวทนาทุกติกะเป็นต้น โดยนัยว่า เหตุํ สุขาย
เวทนาย สมฺปยุตฺตํ ธมฺมํ เป็นต้น. ก็เพราะเหตุที่เห็นได้กระทบได้
หรือเห็นไม่ได้กระทบได้ ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้นจึงไม่ทรงเชื่อมสนิทัสสน-
สัปปฏิฆะและอนิทัสสนสัปปฏิฆบทกับเหตุบท. ทรงเชื่อมติกะ ๒๒ ที่มี
ได้กับเหตุทุกะ ดังอธิบายมาแล้ว ทรงเชื่อมติกะเหล่านั้นกับทุกะทั้งหมด มี
สเหตุกทุกะเป็นต้น มีสรณทุกะเป็นที่สุดอีก.
ในทุกะเหล่านั้น บทใด ๆ ไม่ประกอบร่วมกับบทใด ๆ บทนั้น ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในบาลีนั้นเองว่ามีไม่ได้ ในอธิการนี้. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าประกอบติกะ ๒๒ กับทุกะ ๑ แล้วประกอบติกะ ๒๒ กับทุกะบท
ที่ได้อยู่ใน ๑๐๐ ทุกะ ตามลำดับ คือติกะ ๒๒ ติกะ กับทุกะอื่น ติกะ ๒๒
ติกะ กับทุกะอื่นอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาติกะ ๒๒ ติกะ ดังว่ามานี้
แล้วผนวกเข้าใน ๑๐๐ ทุกะ แสดงปัฏฐานชื่อว่า ทุกติกปัฏฐาน ในทุกติก-
ปัฏฐานนั้น ในฐานะใด ๆ ทรงแสดงนัยแล้วทำการย่อไว้ในบาลี ผู้ศึกษา
พึงทราบความพิสดารแห่งบาลีนั้น ตามสมควรแก่นัยที่ทรงแสดงไว้ในฐานะ
นั้น ๆ แล.
อรรถกถาทุกติกปัฏฐาน จบ