Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 10 หน้าที่ 661

เล่ม มมร. 10 หน้า 661 ข้อ 1068
บทว่า สํสฏฺา มีความว่า ธรรมเหล่านี้ คือ สัมมุขวินัยก็ดี สติวินัยก็ดี ชื่อว่าระคนกัน คือไม่แยกกัน เพราะสมถะทั้ง ๒ สำเร็จในขณะ แห่งกรรมวาจาให้สติวินัยนั่นเอง. ก็เพราะความสำเร็จแห่งสมถะทั้ง ๒ เป็นดุจ ความเนื่องกันแห่งกาบกล้วยในต้นกล้วย ใคร ๆ ไม่สามารถจะแสดงการแยก สมถะเหล่านั้นออกจากกัน. ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ก็แลใคร ๆ ไม่สามารถ บัญญัติการแยกพรากธรรมเหล่านี้ออกจากกันได้. ในบททั้งปวงก็นัยนี้. [ว่าด้วยนิทานเป็นต้นแห่งสมถะ] วินิจฉัยในวาระที่แก้คำถามว่า กึนิทาโน พึงทราบดังนี้:- สัมมุขาวินัย ชื่อว่ามีนิทานเป็นนิทาน เพราะอรรถว่า มีนิทานเป็น เหตุอำนวย. ในนิทานเหล่านั้น นี้คือ ความเป็นต่อหน้าสงฆ์ ความเป็นต่อหน้า ธรรม ความเป็นต่อหน้าวินัย ความเป็นต่อหน้าบุคคล เป็นนิทานแห่งสัมมุขา- วินัย. พระขีณาสพ ผู้ถึงความไพบูลย์ด้วยสติซึ่งได้ถูกโจท เป็นนิทานแห่ง สติวินัย. ภิกษุบ้า เป็นนิทานแห่งอมูฬหวินัย. ความพร้อมหน้าแห่งบุคคลทั้ง ๒ คือ ผู้แสดงและผู้เป็นที่แสดงเป็น นิทานแห่งปฏิญาตกรณะ. ความที่สงฆ์เป็นผู้ไม่สามารถจะระงับอธิกรฌ์ ของภิกษุทั้งหลายผู้เกิด บาดหมางกัน เป็นนิทานแห่งเยภุยยสิกา. บุคคลผู้บาปหนา เป็นนิทานแห่งตัสสปาปิยสิกา.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka