ญัตติใดแสดง, ญัตตินั้น จัดเป็นกรรมปาทญัตติ, ไม่รู้จักญัตตินั้น โดย
ประการทั้งปวง.
หลายบทว่า ตฺติยา กรณํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักการ
กระทำกรรมญัตติ ใน ๙ สถาน. ไม่รู้จักการกระทำกรรมปาทญัตติ ใน ๒
สถาน.
สองบทว่า ตฺติยา อนุสาวนํ ได้แก่ ไม่รู้ว่า ญัตตินี้ มี
อนุสาวนา ๑ ญัตตินี้ มีอนุสาวนา ๓.
หลายบทว่า ตฺติยา สมถํ น ชานาติ มีความว่า สมถะ ๔
อย่างนี้ใด คือ สติวินัย อมูฬหวินัย ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ ไม่เว้น
จากญัตติ, ไม่รู้จักสมถะนั้นว่า ระงับด้วยญัตติ
หลายบทว่า ตฺติยา วูปสมํ น ชานาติ มีความว่า อธิกรณ์
ใด ระงับด้วยญัตติสมถะ ๔ อย่างนี้ ไม่รู้จักความระงับนั้นแห่งอธิกรณ์นั้นว่า
ความระงับนี้ ทำด้วยญัตติ.
สองบทว่า สุตฺตํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักอุภโตวิภังค์.
สองบทว่า สุตฺตานุโลมํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักมหาปเทส ๔.
สองบทว่า วินยํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักขันธกะและบริวาร.
สองบทว่า วินยานุโลมํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักมหาปเทส
นั่นเอง.
สองบทว่า น จ านาานกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในเหตุ
และมิใช่เหตุ.