เมื่อคิดว่า เราจะทำธรรมทาน กระทำธรรมเป็นต้นโดยบท ชื่อว่ามี
จิตเป็นกุศลต้อง.
เมื่อมีจิตเบิกบานว่า เราทำตามคำพร่ำสอนของพระพุทธเจ้า แสดง
(อาบัติ) ชื่อว่ามีจิตเป็นกุศลออก.
เมื่อเป็นผู้ถึงความเสียใจแสดง ชื่อว่ามีจิตเป็นอกุศลออก.
เมื่อหลับเสีย ออกด้วยติณวัตถารกวินัย ชื่อว่ามีจิตเป็นอัพยากฤตออก.
เมื่อทำความละเมิดมีหลอนให้กลัวเป็นต้น แล้วถึงความดีใจว่า เรา
ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แสดง (อาบัติ) ชื่อว่ามีจิตเป็นอกุศลต้อง มี
จิตเป็นกุศลออก.
ถึงความเสียใจเทียวแสดง ชื่อว่ามีจิตเป็นอกุศลออก.
เมื่อออกด้วยติณวัตถารกวินัย ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่ามีจิต
เป็นอัพยากฤตออก.
เมื่อต้องอาบัติเพราะนอนร่วมเรือน ในสมัยที่หยั่งลงสู่ความลับ ชื่อ
ว่ามีจิตเป็นอัพยากฤตต้อง.
ส่วนคำว่า มีจิตเป็นกุศลออก เป็นอาทิ พึงทราบในอาบัติที่ต้อง
เพราะนอนร่วมเรือนนี้ ตามนัยที่กล่าวนั่นแล.
คำว่า ปมํ ปาราชิกํ กตีหิ สมุฏฺาเนหิ เป็นอาทิ นับว่าตื้น
ทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหลัง.
สมุฏฐานใด ๆ ได้แก่อาบัติใด ๆ, สมุฏฐานและอาบัตินั้น ๆ ทั้งมวล
เป็นอันได้กล่าวเสร็จแล้ว โดยกำหนดอย่างสูง ในคำว่า ปาราชิก ๔ ย่อมเกิด
ด้วยสมุฏฐาน ๓ เป็นอาทิ.
สมุฏฐาน วัณณนา จบ