Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 10 หน้าที่ 949

เล่ม มมร. 10 หน้า 949 ข้อ 1339
หลายบทว่า ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา มีความว่า ปัญหา ข้อนี้ อันผู้ฉลาดคือบัณฑิตทั้งหลาย คิดกันแล้ว. คำตอบปัญหานั้น พึงทราบด้วยภิกษุณีผู้เป็นมารดาของทารก. จริงอยู่ คำตอบนั้น ตรัสหมายถึงบุตรของภิกษุณีนั้น. คาถาว่าด้วยของไม่ควรจำหน่าย ตรัสหมายถึงครุภัณฑ์. ก็เนื้อความ แห่งคาถานั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวเสร็จแล้ว ในวาระที่วินิจฉัยด้วยภัณฑ์. หลายบทว่า ทส ปุคฺคเล น วทามิ มีความว่า ข้าพเจ้าไม่กล่าว ถึงบุคคล ๑๐ จำพวก ที่กล่าวแล้วในเสนาสนขันธกะ. หลายบทว่า เอกาทส วิวชฺชิย มีความว่า มิได้กล่าวถึงบุคคลควร เว้น ๑๑ จำพวก ที่ได้กล่าวแล้วในมหาขันธกะ. ปัญหานี้ตรัสหมายถึงภิกษุผู้ เปลือยกาย. ปัญหาที่ว่า กถํ นุ สิกฺขาย อสาธารโณ นี้ ตรัสหมายถึง ภิกษุผู้เคยเป็นช่างโกนผม. จริงอยู่ ภิกษุผู้เคยเป็นช่างโกนผมนี้ ไม่ได้เพื่อ รักษามีดโกนไว้. แต่ภิกษุเหล่าอื่น ย่อมได้; เพราะเหตุนั้นภิกษุผู้เคยเป็นช่าง โกนผม จึงชื่อว่าผู้ไม่ทั่วไม่เฉพาะสิกขา. ปัญหาที่ว่า ตํ ปุคฺคลํ กตมํ วทนฺติ พุทฺธา นี้ ตรัสหมายถึง พระพุทธนิรมิต. สองบทว่า อโธนาภึ วิวชฺชิย มีความว่า เว้นภายใต้สะดือเสีย. ปัญหานี้ตรัสหมายถึงตัวกพันธะ๑ ไม่มีศีรษะ ที่มีตาและปากอยู่ที่อก. ๑. ตัวกะพันธะ เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งจัดเข้าในพวกอมนุษย์ ท่านว่าเป็น สัตว์ อยู่คงกระพัน ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก. ทำนองเดียวกับตัวเวตาลกระมัง คำว่าอยู่คงกระพัน ก็ออกมาจากคำนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka