Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 10 หน้าที่ 954

เล่ม มมร. 10 หน้า 954 ข้อ 1339
เพื่อตายไม่เลย. แต่ความขาดย่อมมี คือเป็นปาราชิก แก่เธอผู้ให้สลาก. เป็น ถุลลัจจัยแก่ภิกษุผู้รับสลาก คือ ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์. ปัญหาที่ว่า คจฺเฉยฺย อฑฺฒโยชนํ นี้ ตรัสหมายถึงโคนต้นไม้ของ สกุลหนึ่ง เช่นต้นไทรที่งามสล้าง. คาถาว่า กายิกานิ ตรัสหมายถึงภิกษุผู้จับรวบเส้นผมหรือนิ้วมือ ของหญิงมากคนด้วยกัน. คาถาว่า วาจสิกานิ นี้ ตรัสหมายถึงภิกษุผู้กล่าวคำชั่วหยาบโดยนัย เป็นต้นว่า เธอทุกคนมีหงอน. หลายบทว่า ติสฺสิตฺถิโย เมถุนํ ตํ น เสเว มีความว่าไม่ได้ เสพเมถุนแม้ในหญิง ๓ จำพวกที่ตรัสไว้. สองบทว่า ตโย ปุริเส มีความว่า จะได้เข้าหาชายทั้ง ๓ จำพวก แล้วเสพเมถุน ก็หาไม่. สองบทว่า ตโย จ อนริยปณฺฑเก มีความว่า จะได้เข้าหาชน ๖ จำพวกแม้เหล่านี้ คือ คนไม่ประเสริฐ ๓ จำพวก กล่าวคืออุภโตพยัญชนก และบัณเฑาะก์ ๓ จำพวก แล้วเสพเมถุน ก็หาไม่. สองบทว่า น จาจเร เมถุนํ พฺยญฺชนสฺมึ มีความว่า ประพฤติ เมถุนแม้ด้วยอำนาจอนุโลมปาราชิก ก็หาไม่. ข้อว่า พึงมีความขาดเพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย ได้แก่ พึงเป็น ปาราชิก เพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย ปัญหาดังว่ามานี้ ตรัสหมายถึงอัฏฐวัตถุ- กปาราชิก (ของภิกษุณี). จริงอยู่ ย่อมมีความขาดเพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย แก่ภิกษุณีนั้น ผู้พยายามอยู่ เพื่อถึงความเคล้าคลึงด้วยกายอันเป็นบุพภาค แห่งเมถุนธรรม.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka