เพื่อตายไม่เลย. แต่ความขาดย่อมมี คือเป็นปาราชิก แก่เธอผู้ให้สลาก. เป็น
ถุลลัจจัยแก่ภิกษุผู้รับสลาก คือ ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์.
ปัญหาที่ว่า คจฺเฉยฺย อฑฺฒโยชนํ นี้ ตรัสหมายถึงโคนต้นไม้ของ
สกุลหนึ่ง เช่นต้นไทรที่งามสล้าง.
คาถาว่า กายิกานิ ตรัสหมายถึงภิกษุผู้จับรวบเส้นผมหรือนิ้วมือ
ของหญิงมากคนด้วยกัน.
คาถาว่า วาจสิกานิ นี้ ตรัสหมายถึงภิกษุผู้กล่าวคำชั่วหยาบโดยนัย
เป็นต้นว่า เธอทุกคนมีหงอน.
หลายบทว่า ติสฺสิตฺถิโย เมถุนํ ตํ น เสเว มีความว่าไม่ได้
เสพเมถุนแม้ในหญิง ๓ จำพวกที่ตรัสไว้.
สองบทว่า ตโย ปุริเส มีความว่า จะได้เข้าหาชายทั้ง ๓ จำพวก
แล้วเสพเมถุน ก็หาไม่.
สองบทว่า ตโย จ อนริยปณฺฑเก มีความว่า จะได้เข้าหาชน
๖ จำพวกแม้เหล่านี้ คือ คนไม่ประเสริฐ ๓ จำพวก กล่าวคืออุภโตพยัญชนก
และบัณเฑาะก์ ๓ จำพวก แล้วเสพเมถุน ก็หาไม่.
สองบทว่า น จาจเร เมถุนํ พฺยญฺชนสฺมึ มีความว่า ประพฤติ
เมถุนแม้ด้วยอำนาจอนุโลมปาราชิก ก็หาไม่.
ข้อว่า พึงมีความขาดเพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย ได้แก่ พึงเป็น
ปาราชิก เพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย ปัญหาดังว่ามานี้ ตรัสหมายถึงอัฏฐวัตถุ-
กปาราชิก (ของภิกษุณี). จริงอยู่ ย่อมมีความขาดเพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย
แก่ภิกษุณีนั้น ผู้พยายามอยู่ เพื่อถึงความเคล้าคลึงด้วยกายอันเป็นบุพภาค
แห่งเมถุนธรรม.