ครั้นมหาราชแม้เหล่านั้น ได้นั่งอย่างนี้แล้ว ต่อมาภายหลัง อาสนะจึงมีแก่เรา.
บทว่า เยนตฺเถน ความว่า ด้วยประโยชน์แห่งวัสสะปนายิกาใด. บทว่า ตํ
อตฺถํ จินฺตยิตฺวา ความว่า คิดการอารักขาพระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ป่านั้นแล้ว
ปรึกษากับมหาราชทั้งสี่ว่า ท่านทั้งหลายจงจัดแจงอารักขาพระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ใน
ป่านั้น ๆ. บทว่า วุตฺตวจนาปิ ตํ ความว่า เทวบุตร ๓๓ องค์ ย่อมกล่าว
ออกชื่อว่า มหาราช. เทวบุตร ๓๓ องค์ ย่อมพร่ำเรียกอย่างนั้น. มหาราช
นอกนี้ ก็ระบุชื่อรอง ๆ ลงมา. ก็บทว่า ตํ แม้ในบททั้งสองเป็นเพียงนิบาต
เท่านั้น. บทว่า อปกฺกนฺตา ความว่า ไม่หลีกไปแล้ว.
บทว่า อุฬาโร คือ ไพบูลย์ ใหญ่. บทว่า เทวานุภาวํ ความว่า
แสงสว่างแห่งผ้า เครื่องประดับ วิมาน และสรีระของเทวดาทั้งปวง ย่อมแผ่
ไปไกล ๑๒ โยชน์ ส่วนแสงสว่างแห่งสรีระของเทวดาผู้มีบุญมากแผ่ไปไกล
๑๐๐ โยชน์ ก้าวล่วง ซึ่งเทวานุภาพนั้น. บทว่า พฺรหฺมุโน เหตํ ปุพฺพนิ-
มิตฺตํ ความว่า ท่านแสดงว่า แสงอรุณเป็นบุพพังคมะ เป็นบุพนิมิตแห่ง
พระอาทิตย์อุทัยฉันใด นั่นเป็นบุรพนิมิต แม้แห่งพรหมฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า
อนภิสมฺภวนิโย ความว่า ไม่พึงถึง. ความว่า ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ย่อม
ไม่เห็นพรหมนั้น. บทว่า จกฺขุปถสฺมึ ความว่า ในประสาทจักษุ หรือ
คลองจักษุ. วรรณะนั้น ไม่พึงเห็นหรือไม่พึงถึงในคลองจักษุของเทพทั้งหลาย.
บทว่า นาภิภวติ ความว่า ได้กล่าวแล้ว. จริงอยู่ เทวดาชั้นต่ำ ๆ ย่อมอาจ
เห็นอัตภาพที่สร้างอย่างไพบูลย์ของเทวดาชั้นสูง ๆ. บทว่า เวทปฏิลาภํ ความ
ว่า กลับได้ความยินดี. บทว่า อธุนาภิสิตฺโต รชฺเชน ความว่า ทรงอภิเษก
ด้วยสมบัติ. ก็อรรถนี้ พึงแสดงเรื่องทุฏฐคามณีอภัย.
ได้ยินว่า พระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยนั้น ทรงชนะกษัตริย์ทมิฬถึง ๓๒
พระองค์ ทรงถึงอภิเษกในกรุงอนุราธบุรี ด้วยพระหฤทัยโสมนัสยินดี แต่ไม่