Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 13 หน้าที่ 553

เล่ม มมร. 13 หน้า 553 ข้อ 208
ตะโพน. อนึ่ง บนหลัง ๆ ในที่นี้ พึงทราบว่า เป็นประโยชน์ของบทก่อน ๆ. บทว่า ยถาปริสํ ความว่า ให้บริษัทรู้ทั่วถึงกัน. เสียงแห่งพรหมนั้น ย่อม ดังภายในบริษัทเท่านั้น ย่อมไม่ดังออกไปภายนอก. บทว่า เย หิ เกจิ เป็นต้น บ่งบอก เพื่อแสดงการปฏิบัติ เพื่อ ประโยชน์แก่ชนมาก. บทว่า สรณํ คตา ความว่า ท่านไม่กล่าวถึงผู้ถึง สรณตามมีตามเกิด แต่กล่าวหมายถึงสรณที่ถือไม่ผิด. บทว่า คนฺธพฺพกายํ ปริปูเรติ ความว่า เพิ่มคณะแห่งคันธัพเทพให้บริบูรณ์. ท่านกล่าวว่า เทวโลก ๖ ชั้น จำเดิมแต่กาลที่พระศาสดาของพวกเราได้อุบัติในโลกแล้ว เกิดไม่มีระหว่าง เหมือนทะนานที่ทุบแป้งบริบูรณ์ และเหมือนป่าศร ป่าอ้อ จึงชื่อว่า มาริสา. บทว่า ยาว สุปญฺญตฺตาปิ เม เตน ภควตา ความว่า พระ ผู้มีพระภาคผู้เป็นศาสดาของเราทรงบัญญัติดีแล้ว คือ ตรัสดีแล้ว. ในบทว่า อิทฺธิปาทา นั่น พึงทราบว่า อิทธิ ด้วยอรรถว่าสำเร็จ พึงทราบว่า บาท ด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้ง. บทว่า อิทฺธิ พหุลีกตาย ความว่า เพราะความที่ อิทธิมีเพียงพอ. บทว่า อิทฺธิวิเสวิตาย ความว่า เพราะมีอิทธิเป็นพิเศษ ท่านกล่าวว่า จิณฺณวสิตาย ด้วยสามารถเสพบ่อย ๆ. บทว่า อิทฺธิวกุพฺพน- ตาย ความว่า เพราะความที่เจริญอิทธิบ่อย ๆ เพื่อประโยชน์ที่จะแสดง กระทำโดยประการต่างๆ. ในบทว่า ฉนฺทสมาธิปธานสำขารสมนฺนาคตํ เป็นต้นมีอรรถดังนี้. สมาธิซึ่งมีฉันทะเป็นเหตุ หรือมีฉันทะเป็นหลัก ชื่อว่า ฉันทสมาธิ. บทว่า ฉนฺทสมาธิ นั่น เป็นชื่อแห่งสมาธิซึ่งได้มาเพราะกระทำ ฉันทะ ซึ่งมีความใคร่ที่จะกระทำเป็นใหญ่. สังขารที่เป็นปธาน ชื่อว่า ปธาน สังขาร. บทว่า ปธานสํขารา นั่น เป็นชื่อของสัมมัปปธานวิริยะอันยังกิจ ๔ ประการให้สำเร็จ. บทว่า สมนฺนาคตํ ความว่า เข้าถึงแล้วด้วยฉันทสมาธิ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka