ไปตามแนวแห่งพระสัพพัญญุตญาณนั่นเอง. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงข้อ
อุปมา เพื่อจะทำการถือเอานัยนั้นให้ปรากฏชัด จึงกราบทูลว่า เสยฺย-
ถาปิ ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.
ในคำว่า เสยฺยถาปิ ภนฺเต นั้น มีวินิจฉัยว่า เชิงเทินและกำ-
แพงอันแข็งแรงเป็นต้น ของพระนครในมัชฌิมประเทศ จะเป็นของมั่นคง
ก็ตาม ไม่มั่นคงก็ตาม ก็หรือว่าไม่มีโดยประการทั้งปวง ความระแวงภัยจาก
พวกโจรก็ไม่มี ฉะนั้น พระเถระไม่ถือเอามัชฌิมประเทศนั้นจึงทูลว่า
ปจฺจนฺติมํ นครํ ดังนี้. บทว่า ทฬฺหุทฺทาปํ ได้แก่ มีเชิงกำแพงมั่งคง.
บทว่า ทฬฺหปาการโตรณํ คือ มีกำแพงมั่นคง และมีเสาค่ายต้นหลังมั่น
คง. ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงกล่าวว่า เอกทฺวารํ ดังนี้. ตอบ
ว่า เพราะในพระนครที่มีมากประตู ต้องมีคนรักษาประตูที่ฉลาดมาก
ในพระนครที่มีประตูเดียว ก็สมควรมีคนรักษาประตูเพียงคนเดียว อนึ่ง
ไม่มีใครอื่นจะเท่าเทียมปัญญาของพระเถระได้ ฉะนั้น เพื่อจะแสดงคน
รักษาประตูคนเดียวเท่านั้น เพื่อเปรียบเทียบความเป็นบัณฑิตของตน
พระเถระจึงกล่าวว่า เอกทฺวารํ ดังนี้. บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ประ-
กอบด้วยความเป็นบัณฑิต. บทว่า พฺยตฺโต คือ ประกอบด้วยความเฉียบ-
แหลม หรือเป็นผู้มีญาณแก่กล้า. บทว่า เมธาวี คือประกอบด้วยเมธา
คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นตามฐานะ. บทว่า อนุปริยายปถํ ได้แก่ ทางกำแพง
อันได้นามว่าอนุปริยาย. (เวียนรอบไปมาได้). บทว่า ปาการสนฺธึ ได้แก่ ที่
อันไม่มีอิฐสองก้อนเชื่อมอยู่. บทว่า ปาการวิวรํ คือ รอบทะลุของกำแพง.
บทว่า เจตโส อุปกฺกิเลเส ความว่า นิวรณ์ทั้งห้า ย่อมยังจิตให้
เศร้าหมอง คือ ย่อมทำจิตให้หม่นหมองให้เร่าร้อน ได้แก่ ย่อมเบียดเบียน
จิต ฉะนั้น นิวรณ์ห้านั้นท่านจึงเรียกว่า ความเศร้าหมองแห่งใจ.