ธรรมทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้แล้ว ย่อมแสดงว่า ข้าแต่พระ
องค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ ด้วย
เหตุแม้นี้ ดังนี้. ในคำว่า อปรํ ปน เป็นต้น นอกจากนี้ เราจะพรรณนา
เพียงข้อที่แตกต่างกันเท่านั้น. ส่วนคำที่เหมือนกับวาระข้างต้น พึงทราบ
ตามนัยที่กล่าวแล้วแล.
บทว่า อายตนปณฺณตฺตีสุ คือ ในการบัญญัติอายตนะ. บัดนี้เมื่อ
จะแสดงอายตนบัญญัติทั้งหลายเหล่านั้น พระสารีบุตรเถระจึงทูลว่า ฉยิ-
มานิ ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น. ก็กถาว่าด้วยอายตนะนี้ ท่านกล่าวไว้อย่าง
พิสดารในปกรณ์วิเศษชื่อวิสุทธิมรรค. ฉะนั้น ข้าพเจ้าจักไม่พรรณนา
อายตนะนั้นให้พิสดาร. เพราะฉะนั้น พึงทราบอายตนกถานั้นอย่าง
พิสดาร โดยนัยได้กล่าวไว้แล้ว ในวิสุทธิมรรคนั้นเถิด. บท เอตทานุ-
ตฺตริยํ ภนฺเต อายตนปณฺณตฺตีสุ คือ การแสดงอย่างนี้ด้วยอำนาจ
การกำหนดเป็นอายตนภายในและภายนอกเป็นต้นนี้ จัดเป็นข้อธรรมที่
เยี่ยมในอายตนบัญญัตินี้. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
บทว่า คพฺภาวกฺกนฺตีสุ คือ ในการก้าวลงสู่ครรภ์. พระสารี-
บุตรเถระ เมื่อจะแสดงการก้าวลงสู่ครรภ์เหล่านั้น จึงกราบทูลว่า จตฺสฺโส
อิมา ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสมฺปชาโน คือ ไม่รู้ ได้แก่ หลง
พร้อม. บทว่า มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ คือ ย่อมเข้าไปสู่ครรภ์ ด้วยอำ-
นาจปฏิสนธิ. บทว่า าติ แปลว่า ย่อมอยู่. บทว่า นิกฺขมติ คือ
แม้เมื่อจะออกก็ไม่รู้ คือหลงพร้อมออกไป (จากครรภ์). บทว่า อยํ
ปมา คือ นี้จัดเป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ของเหล่ามนุษย์ชาวโลกตามปกติ
ข้อที่ ๑.