บุรุษ. ในสองบทที่ถัดไป ก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน บทว่า ปุริสโธเรยฺเหน
คือ มหาบุรุษผู้สามารถเพื่อจะนำธุระ ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีธุระหาผู้
เสมอไม่ได้ พึงนำไป. ด้วยสองบทว่า อนุปฺปตฺตํ ตํ ภควตา พระเถระย่อม
แสดงว่าสิ่งนั้น ทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าทั้งในอดีตทั้งในอนาคตพึงบรรลุ
สิ่งนั้นทั้งหมดพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตามบรรลุได้แล้ว แม้คุณอย่างหนึ่งจะ
พร่องไปก็หามีไม่ ดังนี้.
สองบทว่า กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยคํ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่ทรงตามประกอบกามสุขในฝ่ายวัตถุกาม. พรแถระ ย่อมแสดงว่า สมณ-
พราหมณ์เหล่าอื่นมีเกณิยชฎิลเป็นต้นคิดกันว่า ใครจะรู้ปรโลก การที่
นางปริพพาชิกานี้เอาแขนที่มีขนอ่อนนุ่มมาสัมผัสเป็นความสุข ดังนี้ จึงปรน
เปรอด้วยพวกนางปริพพาชิกาซึ่งผูกมวยผมเป็น ๓ หย่อม พวกเขาพากันเสวย
อารมณ์มีรูปเป็นต้นที่สมบูรณ์อย่างยิ่ง ตามประกอบความสุขในกาม ฉันใด
พระผู้มีพระภาคเจ้าหาทรงประกอบเช่นนั้นไม่. บทว่า หีนํ คือ เลวทราม.
บทว่า คมฺมํ คือ เป็นธรรมของชาวบ้าน. บทว่า โปถุชฺชนิกํ คือ อันปุถุชน
ควรเสพ. บทว่า อนริยํ คือ จะไม่มีโทษก็หามิได้ หรืออันพระอริยะทั้ง-
หลายไม่ควรเสพ. บทว่า อนตฺถสญฺหิตํ คือ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.
บทว่า อตฺตกิลมถานุโยคํ คือ การตามประกอบความเพียรอันทำตนให้
เดือดร้อนและเร่าร้อน. บทว่า ทุกฺขํ คือ ประกอบด้วยทุกข์ หรือทนได้ยาก.
สมณพราหมณ์บางเหล่าคิดกันว่า พวกเราจักงดเว้นซึ่งความประกอบความสุข
ทางกาม ดังนี้ จึงพากันแล่นไปสู่ความลำบากทางกาย ต่อแต่นั้น ก็คิดว่าเรา
จักพ้นจากความลำบากนั้นดังนี้ จึงพากันแล่นไปสู่ความสุขทางกาย ฉันใด
พระผู้มีพระภาคเจ้าหาเป็นเช่นนั้นไม่. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเว้นที่สุด
๒ อย่างเหล่านั้นแล้ว ทรงปฏิบัติข้อปฏิบัติชอบ ที่พระองค์ตรัสไว้อย่างนี้ว่า