Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 22 หน้าที่ 391

<< | หน้าที่ 391 | >>
๓. บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่หลีกไปสู่ทิศ มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคล ผู้เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเรานี้หลีกไปสู่ทิศเสียแล้ว’ จึงไม่คบภิกษุ เหล่าอื่น เมื่อไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟัง สัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษของความเลื่อมใสที่เกิด ขึ้นเฉพาะบุคคลประการที่ ๓

๔. บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ลาสิกขา มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้ เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเรานี้ได้ลาสิกขาไปแล้ว’ จึงไม่คบภิกษุ เหล่าอื่น เมื่อไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟัง สัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษของความเลื่อมใสที่เกิด ขึ้นเฉพาะบุคคลประการที่ ๔

๕. บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ตายแล้ว มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้ เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเรานี้ได้ตายเสียแล้ว’ จึงไม่คบภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษของความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นเฉพาะ บุคคลประการที่ ๕

ภิกษุทั้งหลาย ความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคล มีโทษ ๕ ประการนี้แล

ปุคคลัปปสาทสูตรที่ ๑๐ จบ


ทุจจริตวรรคที่ ๕ จบ


รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ


๑. ปฐมทุจจริตสูตร ๒. ปฐมกายทุจจริตสูตร

๓. ปฐมวจีทุจจริตสูตร ๔. ปฐมมโนทุจจริตสูตร

๕. ทุติยทุจจริตสูตร ๖. ทุติยกายทุจจริตสูตร

๗. ทุติยวจีทุจจริตสูตร ๘. ทุติยมโนทุจจริตสูตร

๙. สีวถิกสูตร ๑๐. ปุคคลัปปสาทสูตร

ปัญจมปัณณาสก์ จบ



สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka