Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 22 หน้าที่ 511

<< | หน้าที่ 511 | >>
เขาได้สุขที่ไม่อิงอามิส

อุเบกขา ตั้งมั่น ละนิวรณ์ ๕ ประการได้

ปรารภความเพียรเป็นนิตย์

บรรลุฌานทั้งหลายมีเอกัคคตาจิตปรากฏ

มีปัญญารักษาตน มีสติ รู้ชัดเหตุนั้นตามความเป็นจริง

ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง

จิตย่อมหลุดพ้นโดยชอบ เพราะไม่ถือมั่นโดยสิ้นเชิง

หากว่าเขามีจิตหลุดพ้นโดยชอบ

เป็นผู้คงที่ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งภวสังโยชน์

มีญาณหยั่งรู้ว่า ‘วิมุตติของเราไม่กำเริบ

ญาณนั่นแลป็นญาณชั้นเยี่ยม

ญาณนั่นแลเป็นสุขอันยอดเยี่ยม

ญาณนั้นไม่มีความโศก ปราศจากธุลี

มีความเกษมสูงสุดกว่าความไม่มีหนี้

อิณสูตรที่ ๓ จบ


๑ สุขที่ไม่อิงอามิส หมายถึงสุขในปฐมฌาน ทุติยฌาน และตติยฌาน (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๕/๑๒๗)
๒ อุเบกขา ในที่นี้หมายถึงอุเบกขาในจตุตถฌาน (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๕/๑๒๗)
๓ ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง หมายถึงพระนิพพาน สังโยชน์ทั้งปวง ได้แก่ (๑) กามราคะ (ความกำหนัดในกาม) (๒) ปฏิฆะ(ความขัดใจ) (๓) มานะ(ความถือตัว) (๔) ทิฏฐิ(ความเห็นผิด) (๕) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) (๖) สีลัพพตปรามาส(ความถือมั่นศีลพรต) (๗) ภวราคะ(ความติดใจปรารถนาในภพ) (๘) อิสสา(ความริษยา) (๙) มัจฉริยะ(ความตระหนี่) (๑๐) อวิชชา(ความไม่รู้แจ้ง) (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๕/๑๒๗, องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๔๕-๔๘/๑๔๑)
๔ หมายถึงมีปัจจเวกขณญาณหยั่งรู้ว่ามัคควิมุตติ หรือผลวิมุตติไม่กำเริบ เพราะไม่มีกิเลสที่ก่อความกำเริบ คือราคะเป็นต้น (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๕/๑๒๗,องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๔๕-๔๘/๑๔๑)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka