ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อเจริญด้วยธรรมเป็นเครื่องเจริญ ๑๐ ประการนี้แล จึงชื่อว่าเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ ชื่อว่าเป็นผู้มีปกติรับเอาสิ่งที่เป็นสาระ และมีปกติรับเอาสิ่งที่ประเสริฐแห่งกาย
บุคคลใดในโลกนี้เจริญด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก บุตร ภรรยา และสัตว์สี่เท้า บุคคลนั้นเป็นผู้มีโภคสมบัติ มียศ ญาติมิตร และพระราชาก็ทรงยกย่อง
บุคคลใดในโลกนี้เจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา บุคคลนั้น เป็นผู้คงที่ เป็นสัตบุรุษ มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ชื่อว่าเจริญทั้ง ๒ ประการในปัจจุบัน
วัฑฒิสูตรที่ ๔ จบ
๕. มิคสาลาสูตร ๑
ว่าด้วยอุบาสิกาชื่อว่ามิคสาลา
{๗๕} [๗๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้นในเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครอง อันตรวาสกถือบาตรและจีวร
๒ แล้วเข้าไปยังที่อยู่ของมิคสาลาอุบาสิกา นั่งบนอาสนะที่ ปูลาดไว้ ลำดับนั้นแล มิคสาลาอุบาสิกาได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้เรียนถามท่านดังนี้ว่า