Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 24 หน้าที่ 163

<< | หน้าที่ 163 | >>
ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อเจริญด้วยธรรมเป็นเครื่องเจริญ ๑๐ ประการนี้แล จึงชื่อว่าเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ ชื่อว่าเป็นผู้มีปกติรับเอาสิ่งที่เป็นสาระ และมีปกติรับเอาสิ่งที่ประเสริฐแห่งกาย

บุคคลใดในโลกนี้เจริญด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก บุตร ภรรยา และสัตว์สี่เท้า บุคคลนั้นเป็นผู้มีโภคสมบัติ มียศ ญาติมิตร และพระราชาก็ทรงยกย่อง


บุคคลใดในโลกนี้เจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา บุคคลนั้น เป็นผู้คงที่ เป็นสัตบุรุษ มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ชื่อว่าเจริญทั้ง ๒ ประการในปัจจุบัน


วัฑฒิสูตรที่ ๔ จบ


๕. มิคสาลาสูตร


ว่าด้วยอุบาสิกาชื่อว่ามิคสาลา


{๗๕} [๗๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้นในเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครอง อันตรวาสกถือบาตรและจีวร แล้วเข้าไปยังที่อยู่ของมิคสาลาอุบาสิกา นั่งบนอาสนะที่ ปูลาดไว้ ลำดับนั้นแล มิคสาลาอุบาสิกาได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้เรียนถามท่านดังนี้ว่า

๑ ดู องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๔๔/๓๓๔
๒ คำว่า “ครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวร” นี้ มิใช่ว่าก่อนหน้านี้ พระอานนท์มิได้นุ่งสบง มิใช่ว่าพระ อานนท์ถือบาตรและจีวรไปโดยเปลือยกายส่วนบน แต่คำว่า “ครองอันตรวาสก” หมายถึงท่านผลัดเปลี่ยนสบง หรือขยับสบงที่นุ่งอยู่ให้กระชับ คำว่า “ถือบาตรและจีวร” หมายถึงถือบาตรด้วยมือ ถือจีวรด้วยกาย คือ ห่มจีวรแล้วอุ้มบาตรนั่นเอง เทียบ (วิ.อ. ๑/๑๖/๑๘๐, ที.ม.อ. ๑๕๓/๑๔๓, ม.มู.อ. ๑/๖๓/๑๖๓, ขุ.อุ.อ. ๖/๖๕)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka