Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 25

<< | หน้าที่ 25 | >>
[๔] ส่วนชนเหล่าใด ไม่เข้าไปผูกเวรว่า

“คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา

ได้ชนะเรา และได้ลักสิ่งของของเราไป”

เวรของชนหล่านั้น ย่อมสงบระงับ

๔. กาลียักขินีวัตถุ


เรื่องนางยักษ์ชื่อกาลี


(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่นางยักษ์ชื่อกาลีและหญิงคนหนึ่ง ดังนี้)

[๕] เพราะว่าในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้

ย่อมไม่สงบระงับด้วยเวร

แต่เวรทั้งหลายย่อมสงบระงับด้วยการไม่จองเวร

นี้เป็นธรรมเก่า

๕. โกสัมพิกวัตถุ


เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี


(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีผู้ทะเลาะกัน ดังนี้)

[๖] ชนเหล่าอื่น ไม่รู้ชัดว่า “พวกเรากำลังย่อยยับอยู่ ณ ที่นี้”

ส่วนชนเหล่าใด ในหมู่นั้น รู้ชัด

ความมุ่งร้ายกันย่อมระงับ

เพราะการปฏิบัติของชนเหล่านั้น

๑ เวรนั้นนอกจากจะไม่สงบระงับแล้วยังกลับเพิ่มพูนเวรต่อกันให้มากขึ้น เปรียบเหมือนการใช้น้ำสกปรก ชำระล้างสิ่งสกปรกก็ยิ่งเพิ่มพูนความสกปรกมากขึ้นฉะนั้น (ขุ.ธ.อ. ๑/๔๕)
๒ การไม่จองเวร หมายถึงธรรมคือขันติ(ความอดทน) เมตตา(ความรัก) โยนิโสมนิการ(การพิจารณาโดย แยบคาย) และปัจจเวกขณะ(การพิจารณา) (ขุ.ธ.อ. ๑/๔๕)
๓ เป็นธรรมเก่า หมายถึงเป็นทางปฏิบัติเพื่อสงบระงับเวรที่ประพฤติสืบ ๆ กันมาของพระพุทธเจ้า พระ ปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพ (ขุ.ธ.อ. ๑/๔๕)
๔ ชนเหล่าอื่น หมายถึงคนที่สร้างความแตกแยกในหมู่ (ขุ.ธ.อ. ๑/๕๘)
๕ ชนเหล่าใด หมายถึงบัณฑิต (ขุ.ธ.อ. ๑/๕๘/)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka