Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 510

<< | หน้าที่ 510 | >>
[๔๕] (พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

ถ้าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน

เที่ยวไปด้วยกันได้ เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์

ครอบงำอันตรายทั้งปวงได้แล้ว

พึงมีใจแช่มชื่น มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้นเถิด

[๔๖] (พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

ถ้าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน

เที่ยวไปด้วยกันได้ เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์

ก็พึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเถิด

เหมือนพระราชาทรงละทิ้งแคว้นที่ทรงชนะแล้ว

ทรงประพฤติอยู่พระองค์เดียว

และเหมือนช้างมาตังคะละทิ้งโขลงอยู่ตัวเดียวในป่า ฉะนั้น

[๔๗] (พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

เราสรรเสริญสหายสัมปทาโดยแท้

บุคคลควรคบสหายผู้ประเสริฐสุด (หรือ) ผู้เสมอกัน

ถ้าบุคคลไม่ได้สหายเหล่านี้ พึงเป็นผู้บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๔๘] (พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

บุคคลเห็นกำไลทอง ๒ วง อันสุกปลั่ง

ที่ช่างทองทำสำเร็จอย่างดี กระทบกันอยู่ที่ข้อมือแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

๑ ดูเชิงอรรถที่ ๔ หน้า ๑๓๕ ในเล่มนี้
๒ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๕/๔๖๔/๓๕๕, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๗-๑๙/๓๐๓ และดูธรรมบทข้อ ๓๒๘-๓๒๙ หน้า ๑๓๕-๑๓๖ ในเล่มนี้
๓ หมายถึงเกิดความเบื่อหน่ายด้วยพิจารณาเห็นว่า คนอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก ย่อมกระทบกระะทั่งกันได้ ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ ดุจกำไลมือกระทบกัน (ขุ.ส.อ. ๑/๔๘/๙๑) และดู ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๓๔/๔๓๘

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka